SKSM's profile"THE HOLY AL-QURAN IS TH...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
November 04 การระบุเพศทารกในครรภ์มารดา
การระบุเพศทารกในครรภ์ ตอบคำถามโดย ชัยค มูฮัมหมัด ศอลิหฺ อัลมุนัจญิด SKSM แปลและเรียบเรียง คำถาม : อัสลามุอะลัยกุม ชัยคฺที่เคารพ ในคัมภีร์อัลกุรอานกล่าวไว้ว่ามีเฉพาะอัลลอฮฺเท่านั้นที่รู้ว่าทารกในครรภ์มารดานั้นจะเป็นเพศชายหรือเพศหญิง แต่ในปัจจุบันนี้ด้วยกับเทคโนโลยีที่เรามีอยู่ (เช่น เครื่องอุลตร้าซาวด์, เครื่องเอกซ์เรย์ และเครื่องมือเทคโนโลยีอันทันสมัยอื่นๆ) ทำให้แพทย์สามารถที่จะบอกได้ว่าทารกในครรภ์เป็นเพศอะไร? ในเมื่อเครื่องมือทางวิทยาการใหม่ ๆ เหล่านี้ก็สามารถทำสิ่งนี้ได้เช่นกัน แล้วเราจะอธิบายข้อเท็จจริงที่มีต่อประเด็นนี้ของคัมภีร์อัลกุรอานว่าอย่างไร ? ญาซากัลลอฮุค็อยร็อน คำตอบ : ท่านอิบนุอุมัร (รอฎิยัลลอฮุ อันฮุมา) กล่าวว่า ท่านร่อซูลุลลลฮฺ ศ็อลลอลลฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ได้กล่าวว่า “กุญแจแห่งสิ่งเร้นลับมีอยู่ 5 อย่าง ไม่มีผู้ใดรู้สิ่งดังกล่าวนั้นได้นอกจากอัลลอฮฺ ตะอาลา คือ : ไม่มีใครรู้ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ นอกจากอัลลอฮฺ, ไม่มีใครรู้ถึงสิ่งที่อยู่ในครรภ์ นอกจากอัลลอฮฺ, ไม่มีใครรู้ว่าเมื่อไร่ฝนจะตก นอกจากอัลลอฮฺ, ไม่มีใครรู้ว่า ณ แผ่นดินใดที่เขาจะตาย, และไม่มีใครรู้ว่าเมื่อไหร่วันสิ้นโลกจะมาถึง นอกจากอัลลอฮฺ” (รายงานโดย อัลบุคอรี) อัลบุคอรียังได้รายงานไว้อีกสำนวนหนึ่งของฮาดิษนี้: “กุญแจแห่งสิ่งเร้นลับมีอยู่ 5 อย่าง” แล้วท่านก็อ่านอายะห์นี้ตามมา... “แท้จริง อัลลอฮฺนั้น ความรู้แห่งวันอวสานมีอยู่ ณ ที่พระองค์ และพระองค์ทรงประทานฝนลงมา และพระองค์ท มีเพียงอัลลอฮฺผู้เดียวเท่านั้นที่ล่วงรู้ในสิ่งเร้นลับ พระองค์ทรงกล่าวว่า “จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมมัด) ว่าไม่มีผู้ใดทั้งในชั้นฟ้าทั้งหลายและในแผ่นดินที่จะล่วงรู้ในสิ่งพ้นญาณวิสัยได้ นอกจากอัลลอฮฺ ,และพวกเขาก็จะไม่รู้ว่าเมื่อใดที่พวกเขาจะถูกทำให้ฟื้นคืนชีพ (ขึ้นมาอีกครั้ง)” (ซุเราะฮฺอัน-นัมลฺ : 65) ซึ่งสิ่งพ้นญาณวิสัยดังที่ถูกกล่าวถึงในอายะห์นี้ ก็เช่นเดียวกับสิ่งเร้นลับดังที่พระองค์ทรงกล่าวไว้แล้วในซูเราะฮฺลุกมาน มาถึงประเด็นที่เรากำลังให้ความสนใจ เราสามารถกล่าวได้ว่า สิ่งที่แพทย์สามารถรู้ถึงเพศของทารกในครรภ์ได้นั้นก็ด้วยการใช้เครื่องเอกซ์เรย์ หรืออุลตร้าซาวด์ช่วย แต่เราต้องตระหนักด้วยว่าสิ่งที่แพทย์ทราบนี้มันก็ยังคงคลุมเครืออยู่และไม่ได้สมบูรณ์เสียทีเดียว แพทย์เองก็อาจเกิดความผิดพลาดได้ ดังที่ได้เกิดขึ้นในหลายๆกรณี ยิ่งกว่านั้น แพทย์จะสามารถใช้เครื่องมือเหล่านี้เพื่อตรวจดูเพศของทารกได้ก็ต่อเมื่อหลังจากที่อายุครรภ์ได้ผ่านไปแล้วระยะหนึ่งเท่านั้น และก็ไม่สามารถที่จะตรวจดูที่อายุครรภ์ก่อนหน้านั้นได้ ถึงแม้ว่าแพทย์จะทราบว่าทารกเป็นเพศชายหรือเพศหญิงแล้ว แต่เขาก็ไม่อาจจะรู้ได้ว่าทารกนั้นจะอยู่ในครรภ์จนถึงอายุครรภ์ที่ครบกำหนดตามปกติหรือไม่ หรือคลอดออกมาแล้วเด็กจะมีชีวิตรอดอยู่หรือว่าต้องตายตั้งแต่แรกเกิด แพทย์ไม่อาจจะทราบระยะเวลาที่แน่นอนที่ทารกจะอยู่ในครรภ์ของมารดาได้ พวกเขาไม่สามารถจะบอกอะไรได้เลยนอกจากเป็นเพียงการคาดคะเนและข้อสันนิษฐานเท่านั้น แพทย์ไม่อาจจะรู้ได้ว่าเด็กที่คลอดมานั้นจะสามารถมีชีวิตไปได้นานอีกกี่ปี ต่อไปเขาจะมีลักษณะนิสัยใจคอหรือฐานะความเป็นอยู่อย่างไร หรือแม้กระทั่งสุดท้ายหลังจากเสียชีวิตไปแล้วเขาจะได้เป็นชาวสวรรค์หรือชาวนรก ความรู้ที่เกี่ยวกับสิ่งที่อยู่ในครรภ์นั้น ไม่ใช่เพียงแค่จะรู้ว่าทารกนั้นเป็นเพศชายหรือหญิงเท่านั้น ที่จริงมันกว้างกว่านั้นมาก ซึ่งสิ่งนั้นไม่มีผู้ใดจะสามารถล่วงรู้ได้นอกจากอัลลอฮฺเท่านั้น พระองค์ทรงกล่าวว่า “อัลลอฮฺทรงรอบรู้สิ่งที่ผู้หญิงทุกคนอุ้มครรภ์ไว้ และที่บรรดามดลูกคลอดก่อนกำหนดและที่เกินกำหนด และทุก ๆ สิ่ง ณ ที่พระองค์นั้นมีการกำหนดภาวะไว้แล้ว” (ซูเราะฮฺ อัร-เราะดฺ : 8) ท่านอิหม่าม อิบนุ กะษีร (ขออัลลอฮฺทรงเมตตาท่าน)ได้กล่าวไว้ในหนังสือตัฟซีรของท่านเกี่ยวกับอายะฮฺนี้ว่า “อัลลอฮฺกำลังบอกเราในที่นี้ถึงความรู้อันสมบูรณ์ของพระองค์ ไม่มีอะไรที่จะสามารถซ่อนเร้นจากพระองค์ไปได้ และพระองค์ทรงรู้ในทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในมดลูกของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด พระองค์ทรงรู้ว่าทารกเป็นเพศหญิงหรือชาย ดีชั่วอย่างไร ถูกกำหนดไว้ว่าเป็นชาวสวรรค์หรือนรก มีชีวิตยืนยาวแค่ใหน” พระองค์ทรงกล่าวว่า “พระองค์ทรงรู้จักพวกเจ้าดียิ่ง เมื่อครั้งบังเกิดพวกเจ้าจากแผ่นดิน และเมื่อครั้งพวกเจ้าเป็นทารกอยู่ในครรภ์ของมารดาของพวกเจ้าดังนั้นพวกเจ้าอย่าแสดงความบริสุทธิ์แก่ตัวของพวกเจ้าเอง เพราะพระองค์ทรงรู้ดียิ่งถึงผู้ที่มีความยำเกรง” (ซูเราะฮฺอัน-นัจมฺ : 32) รา มุสลิมทุกคนจะต้องมีความศรัทธาที่มั่นคง โดยปราศจากความสงสัยใด ๆ ว่าสิ่งที่ท่านศาสนฑูต(ศ็อลลอลลฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม) กล่าวนั้นเป็น “วะฮียฺ” (วิวรณ์) ที่อัลลอฮฺทรงนำมายังท่าน ดังที่อัลลอฮฺกล่าวว่า “ขอสาบานด้วยดวงดาวเมื่อมันคล้อยตกลงมา สหาย (มุฮัมมัด) ของพวกเจ้า มิได้หลงผิดและเชื่อมั่นในทางที่ผิด และเขามิได้พูดตามอารมณ์ (ของเขาเอง) อัลกุรอานมิใช่อื่นใดนอกจากเป็นวะฮียที่ถูกประทานลงมา” (ซูเราะฮฺอัน-นัจมฺ : 1-4).
October 27 การพิสูจน์สัจธรรมของอัลกุรอาน
การพิสูจน์สัจธรรมของอัลกุรอาน
วิทยาศาสตร์ที่แท้จริงซึ่งจะนำไปสู่อัลกุรอานนั้นไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะคัมภีร์เล่มนี้นำเสนอบางสิ่งซึ่งคัมภีร์ของศาสนาอื่นไม่ได้เสนอในลักษณะที่ชี้เฉพาะลงไป วิธีการนี้เป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ต่างเรียกร้อง ในปัจจุบันมีผู้คนมากมายที่มีแนวคิดและทฤษฎีต่าง ๆ เกี่ยวกับการดำเนินไปของจักรวาล กลุ่มคนเหล่านี้ค่อนข้างมีความเข้าใจในภาพรวมของสิ่งเหล่านี้ แต่ถึงอย่างไรก็ตามในหมู่นักวิทยาศาสตร์วิทยาศาสตร์เองนั้นกลับไม่ค่อยจะรับฟังพวกเขามากนัก ทั้งนี้เนื่องจากในช่วงศตวรรษที่ผ่านมาเหล่านักวิทยาศาสตร์ได้เรียกร้องวิธีการที่เรียกว่า “test of falsification” (การทดสอบเพื่อหาข้อผิดพลาด) พวกเขากล่าวว่า “หาก คุณเสนอทฤษฎีใด ๆ ขึ้นมาทฤษฎีหนึ่ง เราจะยังคงไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่คุณบอกมา จนกว่าคุณจะสามารถหาข้อพิสูจน์ที่สมเหตุสมผลและน่าเชื่อถือมายืนยันได้ว่า ทฤษฎีของคุณนั้นผิดหรือถูก? การพิสูจน์ควา แท้จริงแล้ว นี่เป็นการท้าทายหาข้อผิดพลาดของคัมภีร์อัลกุรอาน (“falsification tests”) บางอย่างได้รับการพิสูจน์มาแล้ว และบางอย่างก็ยังคงต้องรอการพิสูจน์อยู่จนถึงทุกวันนี้ โดยพื้นฐานแล้ว "หากคัมภีร์เล่มนี้ยังไม่ได้แสดงสิ่งใดดังที่กล่าวอ้างเอาไว้, คุณก็ควรจะทำสิ่งนี้ หรือสิ่งนั้น หรืออย่างนี้ เพื่อที่คุณจะได้พิสูจน์ว่าอัลกุรอานนั้นมีความผิดพลาด” แต่เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าในช่วงเวลากว่า 1,400 ปีที่ผ่านมากลับยังไม่มีใครสักคนที่สามารถจะทำหรือแสดง "สิ่งนี้ หรือ สิ่งนั้น หรืออย่างนี้" ตามคำท้าทายนั้นได้เลย เพราะฉะนั้นคัมภีร์อัลกุรอานจึงยังคงถูกต้องและเป็นจริงอยู่ต่อไป การทดสอบเพื่อพิสูจน์ว่าเป็นความจริง เรา ขอแนะนำท่านว่า หากวันหนึ่งมีใครมาโต้เถียงกับท่านเกี่ยวกับอิสลาม และเขาอ้างว่าเขาครอบครองสัจธรรมและกล่าวว่าท่านนั้นกำลังอยู่ในความมืดมน แรกสุดคุณต้องยุติข้อขัดแย้งอื่นๆทั้งหมดเสียก่อน แล้วทำตามคำแนะนำดังนี้ จงถามเขากลับไปว่า "ในศาสนาของท่าน มีการทดสอบด้วยหลักการ พิสูจน์ว่าจริงเท็จ(falsification test) ใดๆ หรือไม่ ? และถ้ามีในสิ่งเหล่านั้น ถ้าสมมติฉันสามารถพิสูจน์ด้วยหลักการนี้ได้ว่ามันผิด คุณจะยังคงยืนหยัดกับสิ่งนั้นอยู่อีกหรือไม่ ?” ถึงตอนนี้ แน่นอนข้าพเจ้าสามารถยืนยันได้เลยว่าพวกเขาเหล่านั้นไม่มีสิ่งใด ไม่เคยมีการตรวจสอบ ไม่เคยมีการพิสูจน์ลักษณะนี้อย่างแน่นอน ! ทั้งนี้เพราะว่าพวกเขาเหล่านั้น ไม่ได้คิดว่า พวกเขาไม่ควรที่จะนำเสนอแค่เฉพาะสิ่งที่พวกเขาเชื่อเท่านั้น แต่ควรจะเปิดโอกาสให้มีการพิสูจน์ข้อเท็จจริงอีกด้วย แต่อิสลามกลับเสนอสิ่งนี้ ตัวอย่างอันยอดเยี่ยมที่แสดงให้เห็นว่าอิสลามเปิดโอกาสให้มนุษย์พิสูจน์ถึงความแท้จริงและถูกต้องของคัมภีร์อัลกุรอาน) และ “ท้าทายให้หาข้อผิดพลาด” ดังปรากฏอยู่ในบทที่ 4 ของคัมภีร์เล่มนี้, และด้วยความบริสุทธิ์ใจ ข้าพเจ้า (ดร.แกรี่ มิลเลอร์) รู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่งในครั้งแรกที่ได้มาพบกับการท้าทายนี้ ซึ่งกล่าวว่า: "พวกเขาไม่พิจารณาดูอัลกุรอานบ้างหรือ ? และหากมันมาจากผู้อื่นนอกจากอัลลอฮฺแล้ว, แน่นอนพวกเขาก็จะได้พบกับความขัดแย้งอันมากมายในนั้น. (บทอัน-นิสาอฺ, 4:82): นี่คือการท้าทายอย่างชัดแจ้งต่อผู้ไม่ใช่มุสลิม โดยพื้นฐานแล้ว คัมภีร์เล่มนี้ได้เชิญชวนให้พวกเขาค้นหาข้อผิดพลาดในนั้น แต่ความเป็นจริงที่เกิดขึ้น กลับเป็นการท้าทายที่สาหัสและยากยิ่งสำหรับพวกเขา เราจะเห็นว่าลักษณะการนำเสนอโดยการท้าทายอย่างองอาจเช่นนี้ โดยพื้นฐานแล้ว เราไม่อาจจะพบได้ในธรรมชาติของความเป็นมนุษย์และยังไม่สอดคล้องกับบุคลิกภาพของคนโดยทั่วไป ดังเช่นนักเรียนคนหนึ่งที่หลังจากการสอบสิ้นสุดลง เขาก็ได้เขียนข้อความสั้น ๆ ไปท้าทายอาจารย์ผู้สอนว่า "การสอบครั้งนี้สมบูรณ์ ไม่มีข้อผิดพลาดใดๆเลยในข้อสอบนี้ ลองหาข้อผิดพลาดมาสักข้อหากว่าอาจารย์ทำได้ !” แน่นอนอาจารย์ผู้ถูกท้าท่านนั้นจะไม่หลับไม่นอนเป็นแน่ จนกว่าจะค้นพบข้อผิดพลาดนั้น! และด้วยลักษณะ (การท้าทาย) เดียวกันนี้เองที่อัลกุรอานใช้กับมนุษย์ ........................................................................................................................................................................................... Ref. ; http://www.cyberistan.org/islamic/amazingq.htm (ในหัวข้อ scienctific approach to the Qur'an และ falsification test) '''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''' Note ; ศึกษาประวัติผู้เขียนบทความเพิ่มเติมที่ http://www.newmuslimthailand.com/main/thirdpage.php?style=preview&spv=29&tpv=354
October 24 “เพราะไร้ศรัทธา หรือว่าเคยชิน...เราจึงสูญสิ้นการใคร่ครวญ”“เพราะไร้ศรัทธา หรือว่าเคยชิน...เราจึงสูญสิ้นการใคร่ครวญ” Dr.SKSM
“จงระลึกถึง...” , “แล้วเจ้าไม่สังเกตดอกหรือว่า...” , “จงใคร่ครวญถึง...” , “และเมื่อครั้งที่...” , “ขอยืนยันด้วย...” , “ขอสาบานด้วย...” , “...เพื่อพวกเขาจะได้มีจิตสำนึก” , “...เพื่อพวกเขาจะได้ใคร่ครวญ” ฯลฯ
ถ้อยคำและสำนวนเหล่านี้ เราจะพบเห็นได้อยู่บ่อยครั้งในพระมหาคัมภีร์แห่งความมหัศจรรย์ คัมภีร์แห่งมวลมนุษยชาติ คัมภีร์ที่บรรจุไปด้วยเรื่องราวแห่งการรำลึกถึงผู้ทรงสร้างที่ “...พระองค์มิได้สร้างสิ่งเหล่านั้นขึ้นมาอย่างไร้สาระ” (อาลิอิมรอน : 191) คัมภีร์แห่งประวัติศาสตร์การกำเนิดทุกสรรพสิ่ง “ผู้ทรงประดิษย์ชั้นฟ้าและแผ่นดิน...และพระองค์นั้นทรงบังเกิดทุกสิ่งทุกอย่าง ” (อัลอันอาม : 101) คัมภีร์แห่งวิทยาศาสตร์และวิทยาการทุกแขนงสาขาทั้งที่มนุษย์เรียนรู้ได้ในปัจจุบันและรวมถึงสิ่งที่ความสามารถของมนุษย์ยังไปไม่ถึง นั่นคือพระมหาคัมภีร์อัลกุรอ่านพระวจนะแห่งพระผู้อภิบาลในสากลโลก ถ้อยคำและเรื่องราวทั้งหมดที่บรรจุอยู่ในพระมหาคัมภีร์เล่มนี้เอกองค์อัลลอฮฺทรงพระดำรัสต่อมวลมนุษยชาติด้วยความกรุณาเมตตาของพระองค์...ทั้ง ๆ ที่มนุษย์นั้นเป็นผู้ต่ำต้อยยิ่งนัก แต่ไฉนเลย พระองค์จึงทรงให้เกียรติต่อมวลมนุษย์ด้วยเกียรติอันสูงส่งเช่นนี้ ...เกียรติจากผู้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่งที่มีต่อผู้ถูกสร้างที่ไม่มีความสามารถจะสร้างได้ แม้จะเป็นมดตัวเล็ก ๆ สักตัวหนึ่ง เกียรติจากผู้ที่ทรงอำนวยสิ่งในฟากฟ้าและสิ่งในแผ่นดินที่มีต่อผู้ที่อ่อนแอยิ่งไม่มีความสามารถจะสร้างได้ แม้จะเป็นเม็ดทรายสักเม็ดหนึ่ง แล้วจะยังมีตำแหน่งใดอีกหรือที่มวลมนุษย์จะได้รับสูงส่งเกินกว่าตำแหน่งที่ได้รับจากพระดำรัสของพระองค์ “พระมหาคัมภีร์อัลกุรอ่าน” นั้นเป็นพระเมตตาหนึ่งที่พระองค์ทรงส่งมาให้แก่มวลมนุษยชาติ เพื่อเป็นทางนำอันเที่ยงตรงแก่ชนทั้งปวง ดังที่พระองค์ทรงเน้นย้ำว่า “แท้จริงอัลกุรอ่านนี้ ชี้นำทางอันเที่ยงตรงที่สุด” (บะนีอิสรอเอล : 9) และแท้จริงพระองค์จะทรงตัดสินชีวิตมนุษย์และควบคุมกิจการงานต่าง ๆ ของมนุษย์ไปสู่พระองค์ด้วยพระมหาคัมภีร์เล่มนี้เพียงเล่มเดียว ในเมื่อมันเป็นคัมภีร์แห่งมนุษยชาติที่เที่ยงตรงที่สุดเพียงเล่มเดียวแล้ว ดังนั้น “...ท่านจะไม่พบว่าวิถีทางแห่งอัลลอฮฺนั้นมีการเปลี่ยนแปลง” (อัลฟาฎีร : 43) และในความเป็นจริงแล้วเพียงแค่พระองค์ทรงดำรัสว่า “...แท้จริงอัลลอฮฺนั้นพระองค์ทรงสัจจริง...” (อัลฮัจญ์ : 62) เพียงแค่นี้ก็นับว่าเป็นการเพียงพอแล้ว แก่มวลชนผู้ศรัทธาที่เขาจะต้องเชื่อฟังต่อพระดำรัสในคัมภีร์เล่มนี้ของพระองค์ แต่เปล่าเลย...พระองค์ผู้ทรงสร้างมวลมนุษย์ขึ้นมาเองนั้นทรงรู้ซึ้งดีถึงจิตใจของมนุษย์บางกลุ่มบางพวกที่จะยังดื้อดึงไม่ศรัทธาและไม่เชื่อฟังความจริงอันชัดแจ้งเหล่านี้ หรือแม้กระทั่งบรรดาผู้ที่มีความศรัทธาต่อพระองค์อยู่แล้วแต่เขาเผลอลืมตัวไปบ้าง อาจเพราะความเคยชินที่มองความมหัศจรรย์แห่งการสร้างสรรค์ของพระองค์ที่พวกเขาเห็นมาตั้งแต่แรกคลอดลืมตาออกมาดูโลกใบนี้ว่าเป็นสิ่งธรรมดาไปเสียสิ้น อัลกุรอ่านได้พยายามปลุกพวกเขาเหล่านี้ให้ตื่นขึ้นมาจากความหลงลืมและความหลับไหล ด้วยถ้อยคำที่มีลักษณะเฉพาะของมัน และเพื่อเป็นการย้ำเตือนให้พวกเขาได้นึกคิด พระองค์ทรงตรัสว่า “...และอัลลอฮฺทรงยกอุทาหรณ์ต่าง ๆ แก่มวลมนุษย์ เพื่อพวกเขาจะได้มีจิตสำนึก” (อิบรอฮีม : 25) แน่นอนที่สุด หากมนุษย์สลัดความโง่เขลาเบาปัญญาของเขาออกไปและเพ่งมองจักรวาลด้วยความรู้สึกใหม่ ๆ อยู่เสมอ เพ่งมองเพื่อพิจารณา ด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยรัศมีแห่งศรัทธา เปิดตาให้กว้างกับสิ่งที่พบเห็น รับฟังทุกอย่างที่ได้ยิน ให้ความสนใจกับทุกการเคลื่อนไหว ความวิจิตรพิสดารเหล่านี้ทั้งหมด คงจะสะกิดใจและความรู้สึกของผู้พบเห็นได้เป็นอย่างมาก และด้วยความศรัทธาเหล่านี้ที่จะทำให้เราเกิดมุมมองใหม่ต่อจักรวาล ทำให้ได้พบกับความวิจิตรบรรจงใหม่ ๆ แต่ช่างน่าเสียดาย...ทั้ง ๆ ที่มีผลงานการสร้างสรรค์ของพระองค์ให้เห็นอย่างมากมาย ก็ยังมีผู้ที่ไม่ใส่ใจที่จะพิจารณา และไม่ได้เอาใจใส่ต่อมัน ความมหัศจรรย์ของพระมหาคัมภีร์อัลกุรอ่าน ได้กล่าวถึงความเป็นจริงทางวิทยาศาสตร์ไว้เป็นจำนวนมาก ทั้งที่มนุษย์เราเพิ่งค้นพบด้วยเทคโนโลยีอันล้ำสมัยในยุคศตวรรษที่ 20 นี้เอง ในขณะที่สี่งเหล่านั้นมีกล่าวอ้างอยู่ในคัมภีร์เล่มนี้มาตั้งนานแล้ว และแน่นอน...แม้อัลกุรอ่านจะไม่ใช่หนังสือวิทยาศาสตร์ แต่อัลกุรอ่านก็ได้ระบุถึงข้อเท็จจริงทางด้านวิทยาศาสตร์เอาไว้อย่างลึกซึ้งและรัดกุม นี่คือวิธีการกระตุ้นปลุกความสนใจ ปลุกจิตสำนึกความรู้สึก เปิดหู เปิดตา เปิดใจ ให้มองเห็นความวิจิตรพิสดารของจักรวาล “ความวิจิตรพิสดารที่หายไปเพราะความคุ้นเคย” เพราะการมองเห็นมาแต่ใหนแต่ไร ให้กลับมาสร้างความเข้าใจใหม่กับสติปัญญาและความรู้สึก เป็นการเรียกร้องให้มนุษย์กลับมามองดูจักรวาลเหมือนเป็นการเปิดตาดูโลกครั้งแรก มองเพื่อทำความเข้าใจ มองด้วยหัวใจเพ่งพินิจ มองให้เห็นความแปลกพิศดารที่มีอยู่มากมาย ความแปลกพิสดารที่มองเห็นในครั้งแรกได้สร้างความประหลาดใจ ประหลาดตาให้กับผู้มองเห็นเป็นอย่างมาก ก่อนที่มันจะกลายเป็นความคุ้นเคยสายตาไปในที่สุด. “...(สิ่งเหล่านี้) ย่อมเป็นสัญลักษณ์สำหรับมวลชนที่ใช้ปัญญาตริตรอง ” (อัลบากอเราะฮ์ : 164)
อย่ากระนั้นเลย....เราก็จะยังคงพบว่าถึงแม้พระมหาคัมภีร์อัลกุรอ่านจะแสดงความมหัศจรรย์ให้เขาได้เห็นมากแค่ไหน แม้พระดำรัสของพระองค์จะกล่าวย้ำให้เขาได้ยินมากเพียงใด แต่ก็ยังมีผู้ที่ไม่รู้จักการใช้ความคิดของเขาใคร่ครวญไตร่ตรองต่อสิ่งเหล่านี้อยู่ดี เมื่อถึงเพียงนี้แล้วพระผู้ทรงอภิบาลผู้ทรงสร้างทุกสิ่งรวมทั้งทรงสร้างพวกเขาเหล่านั้นขึ้นมา จึงได้สาปแช่งและกล่าวดูหมิ่นมวลชนผู้ไร้ศรัทธาเหล่านี้ ด้วยการกล่าวให้เห็นเป็นภาพออกมาอย่างชัดเจน เปรียบดั่งปศุสัตว์ที่มันไม่เข้าใจในสิ่งที่มีผู้นำมาบอก ดังที่พระองค์ทรงตรัสว่า... “และข้อเปรียบเทียบสำหรับบรรดาผู้ปฎิเสธนั้น ประดุจดังผู้ (เลี้ยงสัตว์) ที่กู่เรียก (สัตว์ของตน) ที่ไม่ได้ยิน (อะไรทั้งสิ้น) นอกจากเสียงเรียกและเสียงตะโกนเท่านั้น (พวกเขาประดุจ) คนหูหนวก เป็นใบ้ อีกทั้งตาบอด ดังนั้นพวกเขาจึงไม่มีปัญญาตริตรอง (สิ่งใด ๆ ทั้งสิ้น)” (อัลบากอเราะฮฺ : 171)
แต่เปล่าเลย...พวกเขากลับหลงเสียยิ่งกว่าพวกปศุสัตว์เหล่านี้เสียอีก ปศุสัตว์มันมองเห็น มันได้ยิน มันร้องส่งเสียง แต่พวกเขากลับเป็นใบ้ หูหนวก และตาบอด !. แล้วมาถึงวันนี้ เราได้ถามตัวเองกันบ้างหรือยังว่า ที่เรายังไม่ได้คิดที่จะสนใจและใคร่ครวญ ถึงพระดำรัสในพระมหาคัมภีร์อัลกุรอ่าน คัมภีร์แห่งมวลมนุษยชาติเล่มนี้ให้เข้าใจดีพอนั้นเป็นเพราะเราศรัทธาแล้วแต่เราเพียงแค่เคยชินกับสิ่งที่คุ้นตาไปชั่วขณะ หรือเป็นเพราะว่าเรายังเป็นหมู่ชนที่ไร้ศรัทธา ที่ถูกพระองค์ทรงวาดภาพออกมาในเชิงดูหมิ่นเหยียดหยามไว้ ในความดื้อดึงของเรา ทั้งที่เป็นเพราะตัวของเราเองหรือเป็นพราะการถูกล่อลวงจากชัยตอนมารร้ายอยู่ก็ตาม. ถ้าเป็นเช่นนั้นก็จงรีบขออภัยโทษจากพระองค์ให้เราพ้นจากความหลงผิดนั้น “...และผู้ใดอัลลอฮฺยังความหลงผิด แน่นอนจะไม่มีผู้ใดชี้นำแก่เขาได้” (อัรเราะอฺดุ : 33) อีกทั้งให้เราพ้นจากการถูกหยามเหยียดจากพระองค์ผู้ทรงอภิบาลแห่งสากลโลก เพราะแท้จริงแล้ว “...ผู้ใดก็ตามที่อัลลอฮฺทรงหยามเขา แน่นอนจะไม่มีผู้ใดยกยอเขาได้” (อัลฮัจญ์ : 18). ก่อนที่วันนั้นจะมาถึง.... วันที่ "และพวกเขากล่าวว่า หากพวกเราฟังและใช้สติปัญญาใครครวญ เราก็จะไม่ต้องเป็นชาวนรกเช่นนี้" (อัลมุลก์ : 10)
.......................วัลลอฮูอะห์ลัม..................
-------------------------------------------------------------------------------------------
Ref ; - “ใต้ร่มเงาอัล-กุรอาน” อรรถาธิบายมหาคัมภีร์อัล-กุรอาน โดย อัชชาฮีด ซัยยิด กุฎุบ (แปลโดย สุนทร มาลาตี) - “ความมหัศจรรย์ของอัลกุร-อาน” โดย ฮารูน ยะห์ยา (แปลโดย ปัญญากร) - “ประวัติศาสตร์อิสลามและโลกมุสลิม” โดย ดร.อับดุรฺ รออุฟ (แปลและเรียบเรียงโดย บรรจง บินกาซัน) - "วีธีศึกษาคัมภีร์อัลกุร-อาน" โดย คุรฺรัม มุร้อด (แปลโดย บรรจง บินกาซัน)
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------ "หากสิ่งใดในบทความนี้เป็นความดีงามนั้น เป็นความเมตตาจากพระองค์อัลลอฮฺ และสิ่งใดไม่ดี มาจากความผิดพลาดและความโง่เขลาของกระผมเอง และจากการล่อลวงของชัยตอนมารร้าย". วิทยาศาสตร์...หนึ่งในความรู้ที่มาคู่ อัล-กุรอ่านวิทยาศาสตร์...หนึ่งในความรู้ที่มาคู่ อัล-กุรอ่าน By ; Dr.SKSM "อิสลามพยายามที่จะสอนให้อิงกับเรื่องวิทยาศาสตร์และการแพทย์ตะหาก...แล้วมาบอกว่าความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และการแพทย์มาจากคัมภีร์กุรอ่าน” ท่านเคยได้ยินคำพูดประมาณนี้มาบ้างหรือเปล่า...หากเคยได้ยิน (เหมือนกับที่ผมเคยได้ยินมา) คงต้องบอกเลยว่าคำพูดเช่นนี้เป็นคำพูดซึ่งออกมาจากปากผู้ที่ยังไม่เข้าใจอิสลามดีพอ หรือแย่หน่อยก็อาจจะเป็นหนึ่งในความต้องการที่จะโจมตีอิสลาม ทั้ง ๆ ที่เขายังไม่ทันคิดที่จะทำความเข้าใจมันให้ดีพอซะด้วยซ้ำ (ผมคงไม่ได้มองโลกในแง่ร้ายเกินไปนัก...แต่ประสบการณ์มันบอกมาย่างนี้จริง ๆ) มันจะเป็นอย่างนั้นได้อย่างไรที่ว่าอิสลามพยามยามสอนให้อิงกับวิทยาศาสตร์ ในเมื่อวิชาการด้านวิทยาศาสตร์และการแพทย์นั้นมนุษย์เพิ่งจะเข้าใจเมื่อศตวรรษที่ 20 ที่ผ่านมานี่เอง แต่ว่า อัลกุรอานถูกประทานลงมาจากอัลลอฮ์ ผู้ทรงอภิบาลแห่งสากลจักรวาลมาเป็นระยะเวลามากกว่าหนึ่งพันสี่ร้อยกว่าปีมาแล้ว (อัลกุรอ่านถูกประทานให้ท่านศาสนทูตมา 1400 กว่าปี) โดยเฉพาะความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และการแพทย์ ที่บรรดานักวิทยาศาสตร์ชาวตะวันตกอ้างว่าเป็นทฤษฏีของพวกเขาที่คิดค้นได้เองนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นความรู้ไปจากนักวิชาการมุสลิมชาวอาหรับ ครั้งที่อาณาจักรอิสลามเคยเจริญรุ่งเรื่องที่สุดในยุโรป แล้วพวกเขาก็อ้างว่าเป็นความคิดของตนค้นคิดขึ้นมา ซึ่งในช่วงคริสตศตวรรษที่ 5-15 ยุโรปจะเรียกยุคนั้นว่า "ยุคมืด"...ซึ่งที่จริงในช่วงพันปีนั้น ยุโรปถูกยึดครงวัฒนธรรมและวิทยาศาสตร์ของอิสลาม...แต่ชาวยุโรปก็ขี้ขลาดเกินกว่าจะยอมรับว่าตัวเองรับวัฒนธรรมและความรู้มาจากิสลาม จึงขนานนามยุคดังกล่าวว่าเป็น "ยุคมืด"...จนกระทั่ง Renee Descarte หาวิธีพยายามหาวิธีตอบคำถามที่เขาตั้งเองว่า "I think there for I am" (ฉันคิด ฉันจึงมีอยู่) นั่นแล ชาวยุโรปจึงรู้สึกโล่งอก...เลยพาดีใจกันยกใหญ่...ถึงกับเรียกว่าเป็น "ยุครู้แจ้ง" กันเลยทีเดียว จากประสบการณ์ของผมทำให้พอทราบว่า ผู้ที่ไม่รู้และไม่เข้าใจในคัมภีร์อัล-กุรอ่านหลาย ๆ คนอาจเข้าใจว่าในคัมภีร์อัล-กุรอ่านนั้นมีแต่การกล่าวถึงเรื่องพระเจ้า หรือเรื่องเหนือสติปัญญาของมนุษย์และคนมุสลิมก็คงจะอ่านมันไปเรื่อย ๆ ทั้ง ๆ ที่ไม่มีการพิสูจน์ใด ๆ ทางวิทยาศาสตร์หรือวิทยาการสมัยใหม่ แต่ปล่าวเลย...วิทยาศาสตร์และวิทยาการสมัยใหม่เหล่านี้นี่เองที่กลับมาเป็นสิ่งยืนยันความจริงของคัมภีร์เล่มนี้ ทีนี้เราลองหันมามองดูคัมภีร์เล่มนี้กัน...ซึ่งหากเราลองพิจารณาสำนวนโองการอัล-กุรอ่านหลาย ๆ โองการแล้ว เราจะพบว่าอัล-กุรอ่านได้จัดหมวดหมู่ในเรื่องราวที่กล่าวไว้ภายในออกเป็นหลาย ๆ เรื่อง ยกตัวอย่างเช่น หมวดที่ว่าด้วยเรื่องการศรัทธา , ว่าด้วยเรื่องการทำอิบาดัต (การปฏิบัตทางศาสนา) , ว่าด้วยเรื่องจริยธรรม (ทั้งมนุษย์ต่อมนุษย์ ,มนุษย์ต่อพระเจ้า) , เรื่องการประกอบธุรกิจ, เรื่องทางกฎหมายที่ว่าด้วยมรดก ,เรื่องครอบครัว และเรื่องอื่น ๆ ทั้งหมดนั้นมีการกล่าวในรูปสำนวนที่เป็นกฎและมีความหมายชัดเจน... แต่เมื่อเราพิจารณาโองการที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ การเนรมิตโลกและจักรวาลทั้งมวลนั้น เรากลับพบรูปสำนวน วาทศิลป์ ที่สร้างความอัศจรรย์อย่างมาก ซึ่งนักวิชาการในแต่ละยุค เข้าใจและอธิบายความหมายตามความเหมาะสมกับความรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ในยุคนั้น ๆ ตามแต่ที่วิทยาการในช่วงสมัยนั้นจะสามารถอธิบายได้ และความหมายของโองการที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ ก็ยังมีความกว้างขวางให้มนุษย์ได้ทดลองและพิสูจน์ในทุก ๆ สถานที่และทุกยุคทุกสมัย อัลลอฮ์(ซบ) ทรงชี้นำมนุษย์ทั่วสากลจักรวาล เกี่ยวกับเรื่องวิทยาศาสตร์ และมนุษย์ สามารถศึกษาค้นคว้าและพิสูจน์ได้ กระทั่งรับรุ้ได้ว่าสิ่งที่อัลลอฮ์ ตาอาลา ดำรัสไว้ในอัลกุรอานนั้นคือ สิ่งมหัศจรรย์และเป็นสิ่งชี้นำมนุษย์ โองการหนึ่งในซูเราะห์ ฟุซซิลัต อายะห์ที่ 53 พระองค์ได้ตรัสความว่า “ต่อไปเราจะทำให้พวกเขามองเห็นสัญลักษณ์ต่างๆของเรา ซึ่งมีอยุ่ในด้านต่างๆ (ของจักรวาล) และในตัวพวกเขาเองจนกระทั่งได้ประจักษ์ชัดแก่พวกเขาว่า แท้จริงอัลกุรอานเป็นสัจธรรม(ที่พิสูจน์ได้ในทุกสภาวะ) ยังไม่เพียงพออีกหรือที่องค์อภิบาลของเจ้าทรงเป็นสักขีพยานเหนือทุกสิ่ง” จะเห็นได้ว่าพระองค์ไม่ได้สั่งให้เราเชื่อในสิ่งลี้ลับอย่างงมงาย หรือไร้หลักเกณฑ์ใด ๆ ที่จะสามารถมาพิสูจน์ได้ แต่พระองัลลฮ (ซบ) ได้ทรงใช้ให้เราตรึกตรอง ทรงใช้ให้สังเกตุสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงบันดาลมันขึ้นมาว่า มีระบบและขั้นตอนอย่างไร ซึ่งรวมถึงชีวิตของเราทุกคนด้วย ไม่ใช่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมาเป็นเพราะธรรมชาติให้มันเป็นไป แต่ว่าจริง ๆ สรรพสิ่งทั้งหลายได้ดำเนินไปตามระบบและกฎเกณฑ์ ซึ่งพระองค์ได้ทรงวางไว้แล้ว ทรงควบคุมและดูแล กระทั่งเกิดความสมดุลย์ และเหมาะสมต่อบ่าวของพระองค์ ดังโองการใน ซูเราะห์ อัล อังกะบูต อายะห์ที่ 20 พระงค์ได้ตรัสความว่า "จงประกาศเถิด พวกเจ้าทั้งหลายจงดำเนินไปในผืนแผ่นดิน แล้วจงพิจารณาว่า พระองค์ทรงบังเกิดสรรพสิ่งทั้งหลายอย่างไร” และหากเมื่อใดที่มีผู้สงสัยว่าคัมภีร์เล่มนี้มันจะมาจากผู้เป็นเจ้าจริงเหรอ...หรือมนุษย์แต่งขึ้นมเอง พระองค์ก็ได้กล่าวไว้อย่างหนักแน่นว่า “นี่คือคัมภีร์ (ของอัลลอฮฺ) ที่ไม่มีข้อเคลือบแคลงสงสัยอยู่ในนั้น” (อัล-กุรอ่าน ซูเราะฮฺบากอเราะฮฺ : 2) ทั้งที่จริง แม้พระองค์ไม่กล่าวอย่างนี้ มนุษย์ผู้มีความศรัทธาก็สามารถวิเคราะห์ได้แล้วถึงความเป็นจริงที่ในบทต่าง ๆ ของมันมาตรงกับความเป็นจริงของวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน โองการที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์มีมากมายเกือบหนึ่งพันโองการ ซึ่งอัลลอฮ (ซบ) ทรงแจ้งเรื่องที่อยู่นอกเหนือความสามารถของมนุษย์ ให้มนุษย์ได้รับรู้ ซึ่งหากจะหยิบยกมานำเสนอบางโองการ ซึ่งบอกว่าโลกและจักรวาลทั้งมวลนั้น เกิดขึ้นด้วยการบันดาลของพระองค์อัลลอฮ (ซบ) ดังในโองการหนึ่งของซูเราะห์ อัล อะรอฟ อายะห์ที่ 54 ความว่า “แท้จริง องค์อภิบาลของพวกเจ้าคืออัลลอฮ์ ซึ่งทรงบันดาลชั้นฟ้าและแผ่นดิน ในหกวัน จากนั้นพระองค์ทรงใช้อำนาจการปกครอง (สรรพสิ่ง) เหนือบัลลังก์ พระองค์ทรงให้กลางคืนครอบคลุมกลางวัน ซึ่ง กลางคืนกับกลางวัน ได้ตามติดกันอย่างรวดเร็ว และทรงสร้าง ดวงตะวัน ดวงเดือน และดวงดาว ซึ่งยอมอยู่ใต้บัญชาของพระองค์ (ให้ทุกสิ่งอำนวยประโยชน์แก่มนุษย์) ด้วยคำบัญชาของพระองค์ พึงสังวรเถิด พระองค์ทรงสิทธิ์ ในการบันดาลและบัญชา อัลลอฮ์ทรงจำเริญยิ่ง ทรงเป็นองค์อภิบาลโลกทั้งหลาย” จากโองการนี้เราได้รับรู้ว่า จักรวาลนี้มีผู้สร้าง ผู้บันดาลมันขึ้นมาและมีผุ้ดูแลควบคุมระบบทั้งหมด ดังนั้นลองมาศึกษาโองการอื่น ๆ อีก ว่าโลกนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร เรามาดูในซุเราะห์ อัล อัมบิยาอ์ อายะห์ที่30 พระองค์ทรงตรัสความว่า “บรรดาพวกที่ไร้ศรัทธาไม่สังเกตหรอกหรือว่า แท้จริง ฟากฟ้าและแผ่นดิน แต่เดิมผนึกเป็นชิ้นเดียวกันต่อมาเราก็จัดการแยกมันทั้งสอง (ออกจากกัน) และเราได้บันดาลทุกสิ่งที่มีชีวิตจากน้ำ แล้วไฉนเล่าพวกเขาจึงไม่ศรัทธา” จากโองการนี้อีกเช่นกัน เราสังเกตได้ว่า อัลลอฮ (ซบ) ได้บอกให้เราได้ทราบว่า “ฟากฟ้าและแผ่นดินเดิมนั้นผนึกเป็นชิ้นเดียวกัน” นั่นคือก่อนที่โลกเราจะมีเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาให้เห็นทุกวันนี้ แต่เดิมเริ่มด้วยการรวมตัวกันของวัตถุธาตุ และมวลสารต่างๆ รวมถึงกลุ่มก๊าซต่าง ๆ จนกระทั่งเกิดความหนาแน่น และทั้งหมดก็ได้ผนึกเป็นก้อน เดียวกัน และต่อจากนั้น พระองค์ดำรัสว่า “เราจัดการแยกมันทั้งสอง” นั่นคือเป็นช่วงระยะการแยกตัวของ วัตถุและกลุ่มก๊าซ จนเป็นหมอกเพลิง (ตามที่นักวิทยาศาสตร์พยายามให้คำอธิบายในเรื่องว่าเป็นทฤษฎี Big Bang) และได้กลายเป็นท้องฟ้าและแผ่นดินในที่สุด เมื่อวัตถุรวมตัวเป็นกลุ่มก้อน จนกระทั่งเป็นพื้นดินแล้ว อัลลอฮ(ซบ) ก็ได้บันดาลปัจจัยต่างๆอย่างสมบูรณ์ให้แก่บ่าวของพระองค์ ให้อยู่ในแผ่นดิน ดังที่พระองค์ ได้แจ้งให้เราทราบในซูเราะห์ ฟุซซิลต อายะห์ที่ 10 ความว่า “และใน (แผ่นดิน) นั้น พระองค์ทรงทำให้เทือกเขาตั้งมั่นอยู่บนมัน และทรงให้มีความจำเริญในนั้น และทรงกำหนดปัจจัยยังชีพของมันให้มีขึ้นในนั้น ภายในระยะเวลา 4 วัน เพื่อความเท่าเทียมสำหรับผู้ไต่ถาม (ที่จะได้รับสิ่งดังกล่าวไว้อำนวยความประโยชน์)” โลกเราเป็นดาวเคราะห์ดวงหนึ่งที่มีอยู่ในระบบสุริยะจักรวาล และในโลกนี้เองที่ อัลลอฮ(ซบ) ทรงบันดาลให้มีสรรพสิ่งต่างๆที่มีประโยชน์เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นแร่ธาตุที่มีอยู่ในพื้นโลก ก๊าซและธาตุต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำ และออกซิเจนในอากาศ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักสำหรับสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ซึ่งจะพบได้ยากในดาวดวงอื่น และเหตุผลนี้เองดาวดวงอื่นจึงไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่นอกจากโลกใบนี้เท่านั้น หากแต่มีผู้ปฏิเสธที่หลงผิดจำนวนไม่น้อยที่คิดว่าดาวดวงอื่นมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่หรือมีมนุษย์ต่างดาวผู้มีเทคโนโลยีอันทันสมัยอาศัยอยู่ ลองพิจารณาดูเถิดหากเป็นเช่นนั้นท่านคงจะเห็นมนุษย์ต่างดาวตัวเป็น ๆ แวะเวียนมาเที่ยวบนโลก หรือไม่ก็คงบุกเข้ามายึดโลกไปนานแล้วเหมือนกับภาพยนตร์ที่ท่านทั้งหลายเคยดูมา เมื่อปีคริสตศักราช 2001 ที่ผ่านมา องค์การ NASA ได้บันทึกภาพ จุดดับสูญดาวดวงหนึ่งที่อยู่ไกลออกไปประมาณ หนึ่งพันปีแสง ด้วยกล้อง Telescope จากภาพถ่ายจะเห็นการระเบิดของดาวดวงหนึ่งซึ่งการระเบิดของมันนั้นมีกลุ่มควันสีแดง พวยพุ่งออกมาจากจุดศูนย์กลาง และแผ่กระจายออกไปรอบ ๆ ลักษณะคล้ายกลับรูปดอกกุหลาบที่ผลิบานอยู่ซึ่งกลีบดอกของมันมีลักษณะเป็นมันประกายเนื่องจากความร้อนของไฟ ซึ่งปรากฏการณ์แบบนี้ มนุษย์เองก็เพิ่งจะได้เห็นเมื่อไม่นานมานี้ แต่อัลลอฮ์ (ซบ) พระองค์ดำรัสแก่มนุษย์ชาติไว้แล้วเมื่อ พันสี่ร้อยปีที่ผ่านมา ถึงสภาพหนึ่งของวันกิยามะฮ์ ในอายะห์ที่ 37 ซูเราะห์ อัรเราะห์มาน ความว่า "ครั้นเมื่อท้องฟ้าได้แตกกระจายออก มันจะคล้ายกับกุหลาบแดงที่มีลักษณะเป็นมัน" และเหล่านี้ คือแค่ส่วนหนึ่งของความรู้ที่เราจะได้รับจากคัมภีร์แห่งมนุษยชาติเล่มนี้ ขอเพียงแค่เราเปิดใจแล้วพยายามเข้าใจ ก็จะมองเห็นความมหัสจรรย์อันมากมายได้ไม่ยากนัก. Ref ; - บางส่วนของบทความนำมาจากวารสาร "อัลมิฟตาฮ์" ฉบับที่ 9 ประจำปี พ.ศ. 2547 - "ความมหัศจรรย์ของอัลกุร-อาน" โดย ฮารูน ยะห์ยา (แปลโดย ปัญญากร) - "โลกของโซฟี" โดย โยสไตน์ กอร์เดอร์ (แปลโดย สายพิณ ศุพุทธมงคล) ----------------------------------------------------------------------------------- "หากสิ่งใดในบทความนี้เป็นความดีงามนั้น เป็นความเมตตาจากพระองค์อัลลอฮฺ และสิ่งใดไม่ดี มาจากความผิดพลาดและความโง่เขลาของกระผมเอง และจากการล่อลวงของชัยตอนมารร้าย". August 23 สิ่งต่าง ๆ รอบตัวเรา...ต่างก็มีความหมายในตัวของมัน.สิ่งต่าง ๆ รอบตัวเรา...ต่างก็มีความหมายในตัวของมัน.
By ; Dr.SKSM
ทุกสิ่งรอบตัวเรา ต่างก็มีความหมายในตัวของมัน....มีที่มา....และแน่นอน...ต้องมีที่ไป เธอเคยเห็นรถวิ่งบนท้องถนนไหม แน่นอน...เคยเห็นซิ แล้วเธอคิดว่าที่รถมันวิ่งได้นั้นต้องมีคนขับไหม แน่นอน...ไม่มีคนขับมันจะวิ่งได้เหรอ ทีนี้เธอลองแหงนหน้ามองขึ้นไปบนฟ้ากว้างนั่นซิ........ เธอเคยเห็นพระจันทร์ และดวงดาวเหล่านั้นมันโคจรตามวงจรของมันไหม.... อือ...ก็เคยมองพระจันทร์อยู่บ่อย ๆ มันก็สวยดีนะ เวลาพระจันทร์มันเต็มดวงในแต่ละครั้งในรอบวงโคจรของมันนะ แล้วเธอคิดว่าที่พระจันทร์ และดวงดาวนับล้านดวงเหล่านั้นมันโคจรตามวงโคจรของมันอย่างถูกต้องแม่นยำนั้น มันเป็นความบังเอิญที่หลาย ๆ คนที่ไม่รู้จะบอกยังไงเลยยกให้กับคำว่า "ธรรมชาติ" หรือว่ามันเกิดจาก "ผู้มีอำนาจ" ผู้ใดผู้หนึ่งมาจัดระบบมัน และทำให้ทุก ๆ สิ่งในจักรวาลแห่งนี้เป็นไปตามวงโคจรของมัน อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย บ้าซิ...ในจักรวาลแห่งนี้มีดวงดาวและสิ่งต่าง ๆ เป็นล้านล้านอย่าง มันจะบังเอิญได้ไงกัน. นั่นซินะ...มันจะบังเอิญได้ไงกัน ถ้าไม่ใช่เกิดจากความประสงค์ที่จะให้มันเกิดขึ้นอย่างนั้นจาก "ผู้ที่สร้าง" มันมา.....มันก็คงไม่ต่างอะไรกับที่เราเห็นรถที่วิ่งอยู่ตามท้องถนน....แน่นอนเราเชื่อว่ารถเหล่านั้นต้องมีผู้สร้างมันมา และที่สร้างมาก็ต้องมีจุดประสงค์ของเขา ฉันใดก็ฉันนั้น. ที่ฉันมีชีวิต และฉันมีความหวังอยู่ถึงทุกวันนี้ ฉันก็เชื่อว่า "ต้องมีผู้ที่สร้างฉันมา"....สร้างให้ฉันมีตัวตน และมีความคิด...สร้างฉันขึ้นมาด้วยความมหัศจรรย์ยิ่งกว่าสิ่งใด ๆ ที่ฉันเคยพบ.... เธอลองคิดดูซิว่ามันน่ามหัศจรรย์หรือเปล่าที่ครั้งหนึ่ง เมื่อหลายปีที่ผ่านมา มีตัวอะไรก็ไม่รู้ ตัวเล็ก ๆ ตัวหนึ่ง...ซึ่งหลายคนเรียกมันว่า "สเปิร์ม"...ได้ไปผสมกับก้อน ๆ หนึ่ง...ซึ่งหลายคนตั้งชื่อให้มันว่า "ไข่"...และเมื่อนั้นแหละความมหัศจรรย์ที่กำลังเริ่มขึ้น...แต่ไม่หรอก...ที่จริงมันก็น่ามหัศจรรย์ตั้งแต่ ทำไม "เจ้าตัวเล็ก" มันถึงรีบวิ่งไปหา "ไข่"โดยไม่รีรอ ทั้ง ๆ ที่ทั้งคู่ต่างไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ไม่เคยนัดแนะกันมาก่อนว่า "เธอรออยู่นี่นะ วันหนึ่งเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ฉันจะมาหาเธอ...ฉันสัญญา" และก็มีผู้(ที่อยาก)รู้หลายคนพยายามอธิบายว่า "ที่สเปิร์มมันวิ่งไปหาไข่ได้ก็เพราะมีสารบางอย่างที่ไข่หลั่งออกมา เพื่อเรียกให้สเปิร์มไปหา"...และนี่ก็เป็นอีกความมหัศจรรย์หนึ่งที่น่าคิดว่าทำไม ทั้ง ๆ ไข่ไม่เคยรู้จักเจ้าสเปิร์มมาก่อน อีกทั้งยังอยู่ในคนละคน เหมือนอยู่ไกลกันคนละโลก...แต่ไข่ก็สร้างสารที่ช่วยเรียกเจ้าสเปิร์มเข้าไปหา ยังกับว่ารู้จักกันมาแต่ครั้งเก่าก่อน... แล้วเธอคิดว่ามันน่ามหัศจรรย์ไหม ที่อยู่ ๆ หลังจากที่ไข่ กับเจ้าสเปิร์มผสมกันแล้ว...จากลักษณะของมันที่เกิดจากส่วนประกอบที่เรียกว่า "เซลล์" ไม่กี่อัน...แต่เมื่อเวลาผ่านไป จนมาถึงวันนี้...กลับกลายมาเป็น "เซลล์" ต่าง ๆ อย่างมากมายที่เมื่อมันมาประกอบกันแล้วกลายเป็น "ผิวหนัง" ...กลายเป็น "เส้นขน" ...กลายเป็น "กระดูก"...และอีกหลาย ๆ อย่าง และในสิ่งย่อยหลาย ๆ อย่างเหล่านี้เธอเคยสังเกตุเห็นความมหัศจรรย์ถึงหน้าที่และพัฒนาการของมันหรือเปล่า...เอาเป็นว่าฉันจะลองถามเธอก็แล้วกันว่าทำไม "เส้นผม" กับ "ขนคิ้ว" ทั้ง ๆ ที่มันเป็น "ขนเหมือนกัน...แต่การยาวของมันไม่เหมือนกัน...เธอลองไม่ต้องตัดเส้นผมดูซิ มันก็จะยาวต่อไปเรื่อย ๆ...แล้วเธอลองโกนขนคิ้วดูซิ มันจะยาวมาแค่ขนาดหนึ่ง...แล้วมันก็หยุดยาวอย่างอัฒโนมัติ ตามโปรแกรมที่มันถูกตั้งไว้...ทำไมมันเป็นอย่างนี้ละ...นั่นซิ ฉันก็ไม่รู้...เธอช่วยบอกฉันหน่อยได้ไหม... เอะ หรือสิ่งเหล่านี้มันเป็น "ความบังเอิญ" ... ไม่ซิ ต้องพูดว่ามันเป็น "ธรรมชาติ"...อือ มันก็ง่ายดีนะ...เวลาเราไม่เข้าใจอะไร ก็บอกไปว่า "มันเป็นสิ่งที่ธรรมชาติให้มาอย่างนี้อยู่แล้ว...จะไปสงสัยอะไรมาก"... นั่นซินะ จะไปสงสัยอะไรมาก...สำหรับฉันนะเหรอ นอกจากฉันเชื่อว่า "ทุกอย่างต่างก็มีความหมายในตัวของมัน....มีที่มา....และต้องมีที่ไป" แล้ว...ฉันยังเชื่อว่า "ความหมาย"..."ที่มา"..."ที่ไป"...เหล่านั้นต้องมี "ผู้สร้าง" มันมา และ สิ่งถูกสร้างทุกอย่างต่างก็ถูกสร้างอย่างมี "วัตถุประสงค์"... และเมื่อรวมเป็น "มนุษย์" ทั้งตัว อย่างเช่นตัวฉันในวันนี้...ฉันก็เชื่อว่า... ....ฉันคงไม่ถูกสร้างมาเพื่อแค่ให้ลืมตามาดูโลก... ....แล้วแค่ให้เติบโตขึ้นมาเพื่อรู้จักกับผู้คนมากมาย... ....แล้วแค่ให้ปฏิสัมพันธ์กับผู้คนเหล่านั้น... ....แล้วแค่ให้มีชีวิตอยู่เพียงหกสิบกว่าปีแล้วก็หายไปจากโลกใบนี้... มนุษย์โลกแต่ละรุ่น ๆ ที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป...มีความหมายอยู่แค่นี้เองนะหรือ... ถ้าอย่างนั้น ฉันคิดว่าไม่น่าจะต้องเกิดมาเลย...แค่เป็น "เจ้าสเปิร์ม" น้อยก็คงเพียงพอ...มันก็คงไม่ต่างอะไรกันเลยนี่... ....อย่างน้อยเจ้าสเปิร์มก็ได้รู้จักกับเพื่อน ๆ สเปิร์มมากมายหลายร้อยล้านตัว มากกว่าตอนเป็นมนุษย์เสียอีก... ....อย่างน้อยเจ้าสเปิร์มก็ได้ปฏิสัมพันธ์กับ "ไข่" เพื่อนใหม่ของมัน และเป็นเพื่อนที่จริงใจยอมให้เข้าไปในร่างตน เห็นใหม จริงใจกว่าตอนรู้จักกับมุษย์ซะอีก... ....อย่างน้อยเจ้าสเปิร์มและไข่ ก็มีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนชีวิตไปเรื่อย ๆ ในรอบวัน รอบเดือน มีตั้งหลายชีวิต มากกว่าตอนเป็นมนุษย์เสียอีก.... แล้วมนุษย์ละ...มีค่าอยู่แค่นี้เองหรือ... แน่นอนไม่ใช่...เพราะผู้ที่ทรงสร้างมนุษย์มานั้นได้ทรงให้ "ความคิดและสติปัญญา" อันมีค่ามาด้วย...ทำให้มนุษย์นั้นมีสิทธิ์ที่จะคิด และตัดสินใจ ว่าสิ่งใหนจริง...สิ่งใหนเท็จ...สิ่งใหนไม่ขัดกับสติปัญญา...สิ่งใหนไม่เข้ากับสติปัญญา... และในเมื่อเธอเชื่อว่า "รถ" นั้นต้องมี "คนสร้าง"...และมี "คนขับ"...แน่นอน...สติปัญญาเธอก็จะบอกว่า "ทุกสิ่งในจักรวาล" นั้นก็ต้องมี "ผู้สร้าง"...และมี "ผู้ควบคุม" หากวันหนึ่ง...มีคนนำ "รถ" มาให้เธอฟรี ๆ หนึ่งคัน...แน่นอน...เธอก็ต้องขอบคุณเขา และอาจจะตอบแทนเขาด้วยสิ่งของบางอย่าง แล้วที่ทุกวันนี้...ที่มีผู้นำ "ชีวิต" มาให้คุณได้มีอยู่ทุกวันซึ่งค่ากว่ารถเป็นใหน ๆ นั้น...แล้วสติปัญญาของเธอ ไม่นึกขอบคุณผู้ให้บ้างเลยเหรอ... แล้วทีนี้เธอรู้หรือยังละ...ว่าหน้าที่หลักของเธอที่อยู่บนโลกใบนี้คืออะไร... และที่สำคัญ... สิ่งนั้นมันจะทำให้เธอแตกต่างจากสิ่งถูกสร้างอื่น ๆ ...แม้กระทั่ง... ...."เจ้าตัวน้อย"... "จงดูเถิด! แท้จริงในการสร้างบรรดาชั้นฟ้าและแผ่นดิน และการที่กลางวันและกลางคืนตามหลังกันนั้น แน่นอนมีหลายสัญญาณสำหรับผู้มีปัญญา คือบรรดาผู้ที่รำลึกถึงอัลลอฮ์ ทั้งในสภาพยืน และนั่ง และในสภาพที่นอนตะแคง และพวกเขาพินิจพิจารณากัน (ถึงความน่าอัศจรรย์) ในการสร้างบรรดาชั้นฟ้า และแผ่นดิน (โดยกล่าวว่า) โอ้พระเจ้าของพวกเข้าพระองค์ พระองค์มิได้ทรงสร้างสิ่งนี้มาโดยไร้จุดมุ่งหมายเลย! มหาบริสุทธิ์พระองค์ท่าน โปรดทรงคุ้มครองพวกข้าพระองค์ให้พ้นจากการลงโทษแห่งไฟนรกด้วยเถิด " อาละอิมรอน 3 : 190-191. ----------------------------------------------------------------------------------- "หากสิ่งใดในบทความนี้เป็นความดีงามนั้น เป็นความเมตตาจากพระองค์อัอฮฺ และสิ่งได้ไม่ดี มาจากความโง่เขลาของผู้เขียน และจากการล่อลวงของชัยตอนมารร้าย". May 24 Ghurabaa`(the Stranger)Nasheed - Ghurabaa`(the Stranger)"เหล่าผู้แปลกหน้า"http://www.youtube.com/watch?v=wPEZa1EMJuk&feature=related
غرباء غرباء غرباء غرباء غرباء غرباء غرباء غرباء Ghurabaa`, ghurabaa`, ghurabaaa` ghurabaa` ฆุรอบาอฺ ฆุรอบาอฺ ฆุรอบาอฺ ฆุรอบาอฺ ฆุรอบาอฺ ฆุรอบาอฺ ฆุรอบาอฺ ฆุรอบาอฺ غرباء ولغير الله لا نحنى الجباة `غرباء وارتضيناها شعارا للحياة เหล่าผู้แปลกหน้า...พวกข้าพึงใจให้มันเป็นสัญลักษณ์แห่งชีวิต (ของพวกข้า) إن تسأل عنّا فإنّا لا نبال بالطغاة หากท่านถามถึงพวกข้า...ดังนั้น (พึงทราบไว้เถิดว่า) แท้จริงพวกข้านั้นไม่เคยหวั่นเกรงบรรดาทรราชย์ نحن جند الله دوما دربنا درب الأباة พวกข้าเป็นทหารของอัลลอฮ์... วิถีทางของพวกข้านั้นคือแนวทางที่ถูกพิทักษ์รักษาไว้ بل سنمضى للخلود لن نبال للقيود فلنجاهد ونناضل ونقاتل من جديد ขอให้พวกข้าได้ทำการญิฮาด และรบพุ่ง, และต่อสู้จากจุดเริ่มต้นอีกครั้งเถิด غرباء … هكذا الأحرار في دنيا العبيد เหล่าผู้แปลกหน้า...เช่นนี้แหละ คือหนทางที่พวกข้าจะเป็นอิสระท่ามกลางดุนยาที่เป็นทาส كم تذاكرنا زمانا يوم كنّا سعداء بكتاب الله نتلوه صباحا أو مساءا ด้วยกับคัมภีร์ของอัลลอฮฺ...ที่พวกข้าอ่านมันในยามเช้าและยามเย็น
ท่านรอซูลุลลอฮฺ (ซอลฯ) กล่าวว่า... "อิสลามเริ่มอย่างแปลกหน้า หลังจากนั้นมันจะกลับมาแปลกหน้า ดั่งที่มันเคยเริ่มมา...ดังนั้นความดียิ่งจงประสบกับ ฆุรอบาอฺ (เหล่าคนแปลกหน้า) ทั้งหลาย" มีผู้ถามขึ้นว่า... "โอ้ รอซูลุลลอฮฺ แล้ว ฆุรอบาอฺ คือใครกัน ?" ท่านรอซูลุลลอฮฺ ตอบว่า... "บรรดาผู้ที่ปฎิรูปความดีงาม เมื่อผู้คนได้สร้างความเสื่อมเสีย" May 13 Allah KnowsAllah Knows
Zain Bhikha and Dawud Wharnsby Ali
When you feel all alone in this world And there’s nobody to count your tears Just remember no matter where you are Allah knows Allah knows.
When you find that special someone
When you lose someone close to your heart
No matter what inside or out
Every grain of sand
April 28 นักวิจัยอเมริกายืนยันความถูกต้องของวจนะท่านนบี...โดยที่เขาไม่ทันรู้ตัว !!!นักวิจัยอเมริกายืนยันความถูกต้องของวจนะท่านนบี...โดยที่เขาไม่ทันรู้ตัว !!!
Dr.SKSM
อันสืบเนื่องมาจากที่เมื่อไม่นานมานี้ นพ.นิพนธ์ โพธิ์พัฒนชัย รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ได้ออกมาเผย กรณีพบน้ำแข็งหลอดยี่ห้อหนึ่ง ปนเปื้อนเชื้อโรค ทั้ง อี.โคไล (E.coli)และจุลินทรีย์ซาลโมเนลล่า (Salmonella) ตัวการอาหารเป็นพิษ ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภคนั้น ท่านรองเลขาธิการฯ ยังกล่าวต่อไปในรายละเอียดอีกว่า "อี.โคไล เป็นเชื้อแบคทีเรีย ที่พบได้ทั่วไปในทางเดินอาหารของสัตว์เลือดอุ่นและคน ซึ่งมีหลายสายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดโรคและเป็นสาเหตุของการเจ็บป่วย การปนเปื้อนมักพบทั่วไปในอาหารดิบ หรือปนเปื้อนไปกับอาหารที่ปรุงแล้วด้วยการใช้มือสัมผัส หรือติดไปกับภาชนะบรรจุ หรืออุปกรณ์ หรือน้ำที่ไม่สะอาด เมื่อรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อตัวนี้เข้าไป จะมีอาการท้องเสีย อุจจาระเหลว การพบเชื้อในอาหารนี้แสดงว่าอาหารมีการปนเปื้อนอุจจาระและมีการผลิต ปรุง หรือเก็บรักษาอย่างไม่ถูกสุขลักษณะ สำหรับซาลโมเนลล่า เป็นเชื้อจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษ หากเข้าสู่ร่างกาย 6– 36 ชั่วโมง จะทำให้เป็นไข้ ปวดศีรษะ ท้องเดิน อาเจียน ถ้าเป็นเด็กอ่อนหรือผู้สูงอายุ อาจมีอันตรายถึงเสียชีวิตได้..."
ซึ่งในเบื้องต้นก็ไม่ได้แปลกใจอะไรนักเพราะข้อมูลเหล่านี้เป็นเนื้อหาวิชาการที่มีการบอกเอาไว้แล้วโดยละเอียดในตำราวิชาทางการแพทย์ เพียงแต่ทาง อย.ทำหน้าที่มาประกาศให้ประชาชนได้รับทราบโดยทั่วกัน .....แต่แล้ววันต่อมาก็มีสิ่งที่ทำให้ผมต้องแปลกใจและให้ความสนใจในประเด็นการปนเปื้อนของเชื้อโรคเหล่านี้ (E.coli และ Salmonella)ในภาชนะที่บรรจุอาหาร ....ผมบังเอิญได้อ่านเจอในหนังสือพิมพ์ (นสพ.ไทยรัฐ ฉบับวันพุธที่ 16 เมษายน พ.ศ.2551 -หน้า 7) ในคอลัมน์ "ทันโลก" เรื่อง "ค้นหายาฆ่าเชื้อโรคจากดินโคลน พบมีแร่ธาตุปะปนอยู่หลายร้อย" โดยผมขออนุญาติยกเนื้อหาทั้งคอลัมน์มาดังนี้ "นักวิจัยอเมริกาได้พบว่าแร่ธาตุที่พบในโคลนหลายชนิด อาจเป็นยาต้านเชื้อรา โดยเฉพาะพวกเชื้อดื้อยาอันตรายที่ก่อการอักเสบและโรคภัยร้ายแรงอื่น ๆ....พวกเขาแจ้งว่า แร่ธาตุที่พบในโคลนเหล่านี้สามารถจะใช้เป็นครีมหรือขี้ผึ้งทาตัว โดยไม่ต้องใช้แบบยาฉีดปฏิชีวนะธรรมดา เพราะเราได้พบในการศึกษาว่า มันมีสรรพคุณในการปราบพวกแบคทีเรียอันตราย พวกที่ทำให้ผิวหนังอักเสบและทำให้อาหารเป็นพิษหลายชนิด ดร.ลิลดา วิลเลียม นักธรณีเคมีวิทยา มหาวิทยาลัยอริโซนาสเตท หัวหน้าคณะวิจัยกล่าวว่า "โคลนอาจจะเปรียบได้กับห่อยาชุดห่อเล็ก ๆ เพราะมันมีแร่ธาตุผสมปนเปกันอยู่เป็นเรือนร้อยบางอย่างก็เป็นคุณ และบางอย่างก็อาจเป็นโทษ เรามีวัตถุประสงค์ต้องการจะดูว่าธรรมชาติอาจทำอะไรได้บ้าง และหาวิธีที่จะฆ่าแบคทีเรียที่เป็นอันตรายที่ดีขึ้น" คณะของเขาได้ทดสอบตัวอย่างดินโคลนกับแบคทีเรียที่รู้จักว่าทำให้มนุษย์เป็นโรคขึ้นได้หลายอย่าง แบคทีเรียเหล่านี้ได้แก่แบคทีเรียทำให้เกิดโรคกินเนื้อมนุษย์ รวมทั้งเชื้อ อี.โคไล (E.coli) และซาลโมเนลลา (Salmonella) ซึ่งทำให้อาหารเป็นพิษ และก็ต้องระวังว่า ดินโคลนทั่วไปก็อาจจะเป็นอันตรายได้ เนื่องจากมีแร่ธาตุที่เป็นพิษอย่างสารหนูและปรอทปนอยู่". ครับ...จะไม่ให้ผมต้องแปลกใจและให้ความสนใจในประเด็นการค้นพบของนักวิจัยว่าน้ำดินโคลนสามารถเป็นยาฆ่าเชื้อโรคที่ก่ออันตรายต่อมนุษย์ได้ไง.....ก็ในเมื่อแท้ที่จริงแล้วทั้งการทุ่มเทงบประมาณอันมหาศาลและการใช้ความรู้ความสามารถเพื่อค้นคว้าวิจัยข้อมูลความเป็นจริงทางวิทยาศาสตร์ของเหล่านักวิจัยชาวอเมริกากลุ่มนี้ พวกเขากลับกำลังทำงานอันยิ่งใหญ่อันหนึ่ง (ที่พวกเขาเองก็ยังไม่รู้ตัว) คือการพิสูจน์ความถูกต้องของคำพูดของท่านศาสดามุฮัมหมัด (ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน) ที่ท่านกล่าวเอาไว้ (ตั้งแต่ 1400 กว่าปีมาแล้ว) ว่า... "การทำความสะอาดภาชนะของคนหนึ่งคนใดในหมู่พวกเจ้าเมื่อสุนัขเลียนั้นให้ล้าง 7 ครั้ง ครั้งแรกล้างด้วยน้ำดิน" (รายงานโดย อะฮฺหมัดและมุสลิม) ภาพเบื้องหน้าของชาวตะวันตกที่เราพบอยู่ทุกวันนี้คือความพยายามจะโจมตีอิสลามในรูปแบบอันหลากหลาย อย่างกรณีล่าสุดที่เขาพยายามวาดภาพล้อเลียนท่านศาสดามุฮัมหมัด (ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน) เพื่อทำให้ท่านดูเหมือนเป็นตัวตลก....แต่แท้ที่จริงแล้วพวกเขาหารู้ไม่ว่าวิชาการความรู้ทั้งหลายทางวิทยาศาสตร์ที่พวกเขาทุ่มเทงบประมาณใช้ความพยายามศึกษาค้นคว้าอยู่นั้น กลับเป็นสิ่งที่มาช่วยเปิดเผยและยืนยันความเป็นจริงของสิ่งที่พวกเขาเคยปฏิเสธมันทั้งอัลกุรอ่านและอัลฮาดิษ.... ประสบการณ์หลาย ๆ อย่างที่ผ่านมาบ่อยครั้งที่เราพบว่าแม้พวกเขาพยายามจะหาทฤษฏีหรืองานวิจัยต่าง ๆ มาลบล้างคำสอนของอิสลามมากเท่าไร แต่สุดท้ายคำตอบที่เขาได้รับกลับได้ตรงข้ามชนิดที่เขาก็ปฏิเสธมันไม่ได้....... แล้ววันหนึ่งพวกเขาก็จะได้รู้ว่า "ยิ่งพวกเขาวิ่งหนีอิสลามมากเท่าใด แต่อิสลามกลับยิ่งอยู่ไกล้เขามากเท่านั้น" วัลลอฮุอะห์ลัม. (Allah almighty knows best) February 23 "ยังมีสิ่งใดอีกหรือ...ที่เธอต้องการ""ยังมีสิ่งใดอีกหรือ...ที่เธอต้องการ"
Dr.SKSM
ไม่กี่วันที่ผ่านมา....ผมนั่งอยู่หน้าจอทีวี เพื่อติดตามดูความเคลื่อนไหวของข่าวสารบ้านเมืองประจำวัน...
แล้วในทันใดนั้น นักข่าวของทีวีช่องหนึ่งก็นำเสนอข่าวต่างประเทศเกี่ยวกับ "การเรียกร้องสิทธิของผู้หญิง" พร้อมกับภาพประกอบที่เป็นที่เหล่าผู้หญิงที่ออกมาเดินประท้วงตามถนนหนทาง ในมือของพวกเธอถือป้ายเรียกร้องความเป็นธรรม ปากของพวกเธอต่างก็ตะโกนโหวกเหวกเพื่อสื่อถึงความไม่พอใจในกฏหมาย (ของประเทศนั้น) บางอย่างที่พวกเธอเห็นว่าบัญญัติออกมา อย่างไม่เป็นธรรมต่อพวกเธอ.....
แต่ผมก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก เพราะเข้าใจดีว่ากฏหมายของประเทศนั้น (ที่เหล่าผู้หญิงออกมาเดินประท้วง) ไม่ใช่เป็นของประเทศมุสลิม และบทบัญญัติกฏหมายเหล่านั้นก็แน่นอนว่าต้องเป็นสิ่งที่มนุษย์ (ตาดำ ๆ) เองนั่นหล่ะที่สร้างมันขึ้นมา...
แต่มีบ่อยครั้ง ที่ผมรู้สึกเสียใจ ที่กลับได้ยินจากปากพี่น้องมุสลีมะฮ์ของผมเอง (บางท่าน) ที่กล่าวเชิงตำหนิหรือไม่เห็นด้วยกับบทบัญญัติของศาสนาอิสลาม (หรืออาจจะถึงขั้นวิพากษ์วิจารณ์ไปต่าง ๆ นา ๆ ด้วยความนึกคิดของเธอเอง) ประมาณว่าทำไมศาสนาอิสลามจึงต้องกำหนดสิ่งนั้น สิ่งนี้มาให้มุสลีมีนมากจัง แต่กลับปิดกั้นสิ่งนั้น สิ่งนี้แก่มุสลีมะฮ์ (อย่างพวกเธอ)
"โอ้ พี่น้องมุสลีมะฮ์" แท้จริงสิทธิของพวกเธอนั้นมีมากมายยิ่งนัก
....อิสลามมอบสิทธิให้แก่พวกเธอมากมากเสียจนไม่ต้องเสียเวลามาเรียกร้องอะไรอีกแล้ว เพราะในความซับซ้อนหลากหลายของสังคมมนุษย์นั้น บางคราวเธออาจจะมองว่าทำไมบางอย่างเธอถึงถูกเอารัดเอาเปรียบจากเพศตรงข้าม และบางคราวเธออาจจะรู้สึกน้อยใจที่อิสลามอาจจะห้ามความต้องการทางธรรมชาติ หรืออาจจะทำให้เธอรู้สึกขัดใจในบางเรื่อง (เช่นสิทธิในมรดกที่น้อยกว่าชาย ,สิทธิในการหย่าร้าง ,สิทธิในการเป็นพยาน ,สิทธิในการทำอิบาดัตที่ถูกจำกัดในช่วงมีประจำเดือน ,ภาระในการเป็นผู้ที่ต้องได้รับความเจ็บปวดทรมานในการคลอดบุตร) แต่หากพวกเธอลองนำสิ่งเหล่านั้นบวก ลบ คูณ หาร (ด้วยแนวคิดอิสลาม) ดูอีกครั้ง...แล้วใครครวญบทบัญญัติ และธรรมชาติของอิสลาม (ที่เธออาจจะรู้สึกอึดอัดใจที่จะยอมรับในบางครั้ง) เหล่านั้นดูอีกที และเธอไปเอาผลลัพท์สุดท้าย (ที่คำนวนออกมาได้) แล้วเธอจะรู้ว่าแท้จริงแล้วเธอโชคดีแค่ใหนที่พระองค์ประทาน "ความเป็นเพศหญิง (มุสลีมะฮ์)" มาให้กับพวกเธอ. (แต่มุสลีมีนก็อย่าเพิ่งไปอิจฉาเสียหล่ะ เพราะฮิกมัตในตัวท่านนั้นก็มีมากมาย) สิทธิของพวกเธอมีมากมายยิ่งนัก (หากเธอรู้)... ...หญิงสาวโสดนั้น เธอมีพ่อแม่ที่ต้องให้การดูแลและต้องทั้งนี้ก็ท่านก็ต้องรับผิดชอบในความผิดบาปทั้งหลายของเธอ ที่เธออาจก่อขึ้น
...ในขณะที่ชายหนุ่มโสด (ที่บรรลุถึงวัยแห่งศาสนภาวะ) นั้นเขาจะต้องรับผิดชอบในความผิดบาปเหล่านั้นด้วยตัวเอง อีกทั้งเขายังต้องรับผิดชอบต่อพ่อแม่ของเขา ...หญิงที่แต่งงานแล้วนั้น การทำดีต่าง ๆ ของเธอผลบุญที่ได้มา ก็จะเป็นเฉพาะสำหรับตัวเธอ และการทำดีนั้นมันก็ไม่ได้ยากอะไร เพียงเธอต้องภักดีต่อสามี (ที่มีคุณธรรมและมีศาสนา) ของเธอ
...ในขณะที่ชายที่แต่งงานแล้ว นอกจากต้องรับผิดชอบต่อความผิดบาปของตนเอง ก็ยังต้องรับผิดชอบต่อภรรยาของเขา ต่อลูกสาวที่ยังไม่แต่งงาน ต่อลูกชายในวัยก่อนบรรลุศาสนาภาวะ และยังต้องมีส่วนรับผิดชอบในความผิดบาปของภรรยาของเขาอีกด้วย ...หญิงที่เป็นภรรยานั้น เธอมีสิทธิ์เด็ดขาดในทรัพย์สินที่เป็นของเธอ เป็นที่ต้องห้ามที่ผู้เป็นสามีจะไปก้าวล่วงโดยไม่ได้รับอนุญาต
...ในขณะที่ชายที่เป็นสามี นั้นทรัพย์สินของเขาที่ได้มา บางส่วนในนั้นต้องมอบให้แก่ภรรยาเป็นนัฟเกาะห์ที่เธอต้องได้รับ และสามีจะปฏิเสธเธอไม่ได้...เป็นต้น นอกเหนือจากนี้...
เธอได้รับเกียรติ์อันมากมายนัก (หากเธอรู้)... ...ผู้หญิงนั้นต้องตออัตต่อสามี (ก็จริงอยู่) ...แต่เธอก็อย่าลืมว่าผู้เป็นแม่ (นั่นก็คือผู้หญิง) นั้นคือผู้ที่อิสลามสั่งให้ผู้เป็นบุตรต้องตออัตมากกว่าผู้เป็นพ่อถึง 3 เท่า ...ผู้หญิงนั้นได้รับมรดกน้อยกว่าผู้ชาย (ก็จริงอยู่) ...แต่เธอก็อย่าลืมว่าทรัพย์สินใด ๆ ในความครอบครองของเธอนั้น ต่อไปในอนาคต (เมื่อเธอมีครอบครัว) สิ่งเหล่านั้นก็จะเป็นสิทธิเฉพาะสำหรับตัวของเธอ ที่ผู้เป็นสามีไม่มีสิทธิจะไปก้าวล่วงได้ แต่เธอก็ยังมีสิทธิ์ในทรัพย์สินของผู้เป็นสามี (ซึ่งส่วนหนึ่งก็คือมาจากมรดกของเขาในอดีตนั่นเอง) อีกด้วย
...ผู้หญิงต้องรับภาระที่หนักมากในการอุ้มท้องและการคลอดลูก (ก็จริงอยู่) ...แต่เธอก็อย่าลืมว่าทุกวินาทีแห่งการตั้งครรภ์ ความเจ็บปวดจากการคลอด และตลอดเวลาของการทำหน้าที่เป็นแม่นั้นเธอจะอยู่ในความเมตตาของพระองค์อัลลอฮฺและได้รับการดุอาอจากบรรดามาลาอีกะห์อยู่เสมอ...เป็นต้น
แล้ววันนี้เธอยังต้องการสิ่งใดอีกหรือ... แล้ววันนี้เธอยังไม่ได้รับความเป็นธรรมอีกหรือ...
แล้ววันนี้เธอยังเสียเวลาออกมาเดินประท้วงกันอีกหรือ...
...แทนที่เธอจะเอาเท้าไปเดินประท้วงเรียกร้องความเป็นธรรมบนท้องถนน...เธอน่าจะเอาเท้ามาเดินคู่กับสามีเพื่อเป็นกำลังใจให้เขาได้ทำงานเพื่อพระองค์อัลลอฮฺไม่ดีกว่าหรือ.
...แทนที่เธอจะเอามือไปถือป้ายเพื่อประท้วงเรียกร้องความเป็นธรรม...เธอน่าจะเอามือมาขอดุอาห์เพื่อขอบคุณต่อพระองค์อัลลอฮฺที่ให้เกีรยติ์แก่เธอมากมายไม่ดีกว่าหรือ.
...แทนที่เธอจะเอาปากไปตะโกนโหวกเหวกเพื่อสื่อให้ผู้อื่นรู้ว่าเธอเป็นเพศที่ถูกเอาเปรียบ...เธอน่าจะเอาปากมาพูดตักเตือนลูก ๆ ของเธอให้เป็นบ่าวที่ศรัทธาต่อพระองค์อัลลอฮฺไม่ดีกว่าหรือ.
"วัลลอฮุอะห์ลัม" January 02 สุขภาพจิตในทัศนะอิสลามสุขภาพจิตในทัศนะอิสลาม
นายแพทย์ดำรงค์ แวอาลี
จิตแพทย์โรงพยาบาลศูนย์ยะลา และอดีตนายกสมาคมจันทร์เสี้ยวการแพทย์และสาธารณสุข
อิสลามได้เน้นเรื่องสุขภาพจิตเป็นอย่างมาก สนับสนุนให้บุคคลปฏิบัติเพื่อการมีสุขภาพจิตที่ดี ในคัมภีร์อัล-กุรอานมีกล่าวถึงเรื่องจิตใจหลายบทหลายตอนและเชื่อมโยงในเรื่องของจิตวิญญาณ โดยสุขภาพจิตที่ดีนั้นต้องขึ้นอยู่กับจิตวิญญาณที่ดีด้วย มีความศรัทธาต่ออัลลอฮ์ยึดมั่นและมอบหมายต่อพระองค์ ดังนั้นเมื่อมีความเครียดความไม่สบายใจ คนเราสามารถใช้หลักคิดด้านจิตวิญญาณหรือศาสนาที่นับถือช่วยบำบัดเยียวยา สำหรับมุสลิมแล้วการกลับไปสู่หลักการอิสลามย่อมเป็นทางนำที่จะรักษาจิตใจได้อย่างดี อิสลามมองภาพมนุษย์ในสองส่วนคือ ร่างกาย (Body) และจิตวิญญาณ (Soul) ในขณะที่ร่างกายมีการสูญสลายแต่จิตวิญญาณยังคงอยู่ตลอดไปและยังต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง และจะถูกสอบสวนในวันแห่งการพิพากษาในโลกหน้า จิตวิญญาณเป็นแก่นและสาเหตุของพฤติกรรมของมนุษย์ ร่างกายจึงเปรียบเสมือนพาหนะของจิตวิญญาณนั่นเอง จิตวิญญาณประกอบด้วย 1. วิญญาณ หรือ รูฮ์ (Spirit) พระองค์อัลลอฮ์ตรัสไว้ความว่า “จงระลึกถึงขณะที่พระจ้าตรัสแก่มลาอิกะห์ว่า แท้จริงข้าจะสร้างมนุษย์คนหนึ่งจากดิน ดังนั้นเมื่อข้าได้ทำให้เขามีรูปร่างสมส่วนและได้เป่าวิญญาณของข้าเข้าไปในตัวเขา ฉะนั้นพวกเจ้าจงก้มลงสูญูดต่อเขา” ( ศอด 38:71-72) ดังนั้นวิญญาณจึงเป็นสิ่งที่มาจากอัลลอฮ์ซึ่งได้ถูกเป่าลงสู่มนุษย์ ทำให้มนุษย์มีความสูงส่งเหนือสิ่งถูกสร้างทั้งหลาย อิสลามเชื่อว่าวิญญาณได้ถูกปลูกฝังถึงเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้าและความเอกะของพระองค์ แต่เมื่อกำเนิดเป็นมนุษย์บางคนก็ศรัทธาบางคนก็ปฏิเสธ 2. จิตใจ หรือ กัลบ์ (Heart) จิตใจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำหน้าที่ด้านการรับรู้ การใคร่ครวญ เป็นที่มาของความตั้งใจ ความสนใจ ความเฉลียวฉลาดและสติปัญญา ในอัล-กุรอานได้กล่าวถึงความเจ็บป่วยหรือโรคของจิตใจไว้มากมาย ที่บ่งบอกถึงความผิดพลาดในการคิดใคร่ครวญของมนุษย์ จิตใจถูกแบ่งเป็น 3 ประเภทคือ · จิตใจที่สมบูรณ์ ( Healthy heart ) เป็นจิตใจที่บริสุทธิ์ปราศจากความอยากที่จะฝืนคำสั่งของอัลลอฮ์ เป็นจิตใจที่มอบหมายต่ออัลลอฮ์อย่างสมบูรณ์ · จิตใจที่ตาย ( Dead heart ) เป็นจิตใจที่คิดถึงแต่ความอยากของตนเอง คิดถึงแต่ความสุขในโลกปัจจุบัน ไม่มีการไตร่ตรอง · จิตใจที่ป่วย ( Sick heart ) จะอยู่ระหว่างกลางทั้งสองข้างต้น จิตใจจะรักพระเจ้าแต่ก็รักในวัตถุและความสุขในโลก จะปฏิบัติทั้งสองอย่างขึ้นกับว่าด้านไหนจะเข้มแข็งกว่า 3. ปัญญา หรือ อากัล (Intellect) ปัญญาเป็นส่วนหนึ่งของความสามารถในการใช้เหตุผล ในทัศนะอิสลามนั้น การศรัทธาไม่ได้อยู่เหนือเหตุผลหรือศรัทธาแบบมืดบอด เพราะอัลลอฮ์ได้ให้ปัญญาให้มนุษย์ได้ใคร่ครวญและตรึกตรองซึ่งพระองค์ได้กล่าวไว้หลาย ๆ บทในคัมภีร์อัล-กุรอานส่วนประกอบและหน้าที่ทั้งสามอย่างของจิตวิญญาณนี้ทำให้มนุษย์ได้เข้าถึงความเป็นจริงสูงสุด นำไปสู่ปัญญาและความสุขอย่างแท้จริงซึ่งเป็นภาวะที่ทำให้มีสุขภาพจิตที่ดีความสุขของมุสลิมนั้นจะเชื่อมโยงทั้งโลกนี้และโลกหน้า ซึ่งเป็นโลกอันนิรันดร์ เป็นโลกที่ได้รับการตอบแทนที่ดีสำหรับคนที่ภักดีและศรัทธาต่ออัลลอฮ์ มุสลิมที่เคร่งครัดเขาจึงไม่คำนึงเฉพาะความสุขที่จะได้รับเพียงในโลกนี้ถ้าสิ่งนั้นเป็นบาปหรือจะต้องถูกสอบสวนในวันแห่งการพิพากษา จิตวิญญาณของมนุษย์จะทำหน้าที่ใน 3 ระดับคือ
1 นัฟซู อัมมารอฮ์บิสสูอ์ คือจิตใจที่ชอบทำแต่สิ่งที่ไม่ดี ทำตามความพึงพอใจและความต้องการของตนเอง มีแนวโน้มที่จะกระทำชั่ว 2 นัฟซู เลาวามะฮ์ คือจิตใจที่ยังไม่สมบูรณ์นัก ยังไม่เข้มแข็ง อาจนำไปสู่ความดีหรือความชั่ว 3 นัฟซู มุฏมาอินนะฮ์ คือจิตใจที่สมบูรณ์สงบนิ่งแล้ว ( Ultimate peace ) ชอบทำแต่สิ่งดี ๆ อิสลามส่งเสริมให้พัฒนาจิตใจที่ไม่ดี(นัฟซู อัมมารอฮ์บิสสูอ์)ไปสู่ระดับขั้นสูงสุด (นัฟซู มุฏมาอินนะฮ์)โดยใช้สติในการพิจารณาบนพื้นฐานของการคิดการใคร่ครวญและการให้เหตุผล (นัฟซู เลาวามะฮ์) ซึ่งความขัดแย้งระหว่างนัฟซู อัมมารอฮ์บิสสูอ์ และนัฟซู เลาวามะฮ์ เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องประสบ สิ่งเหล่านี้เป็นการทดสอบในโลกนี้ คนที่ผ่านการทดสอบคือคนที่สามารถแก้ไขความขัดแย้งนี้ได้ เกิดภาวะความสมดุลทางจิตใจโดยทำจิตวิญญาณให้เข้มแข็งด้วยการยึดมั่นศรัทธาในอัลลอฮ์ เคารพภักดีต่อพระองค์ ทำให้สามารถควบคุมความอยากและความปรารถนาได้ อิสลามได้อธิบายถึงการควบคุมแรงขับทางอารมณ์และแรงขับทางเพศโดยยึดหลักด้านจิตวิญญาณที่ผูกพันกับพระเจ้าซึ่งต่างจากซิกมัน ฟรอยด์ ที่ได้อธิบายแรงขับทางเพศและแรงขับความก้าวร้าวโดยไม่ได้อาศัยพื้นฐานทางจิตวิญญาณอิสลามได้พูดถึงการสร้างมนุษย์มาจากดิน มีความคิด มีการรับรู้ มีอิสระในการกระทำ ดังนั้นจึงสูงส่งกว่ามลาอิกะห์ที่ต้องทำตามคำสั่งอย่างเดียว ดังนั้นถ้ามนุษย์ใช้สิ่งเหล่านี้ไม่ถูกต้อง ใช้ในทางที่ผิดเขาก็อยู่ในสภาพที่ตกต่ำกว่าสัตว์ อัลลอฮ์ได้ตรัสไว้ความว่า “โดยแน่นอนเราได้บังเกิดมนุษย์มาในรูปแบบที่สวยงามยิ่งแล้วเราได้ให้เขากลับสู่สภาพที่ตกต่ำ ที่ตกต่ำยิ่งนอกจากบรรดาผู้ศรัทธาและประกอบสิ่งที่ดีงามทั้งหลายโดยที่สำหรับพวกเขาจะได้รับรางวัลอย่างไม่มีที่สิ้นสุด” (อัต-ตีน 95:4-6) อิสลามได้พูดถึงจิตใจที่บริสุทธิ์ (ฟิตเราะห์) ซึ่งชี้นำมนุษย์ไม่สู่การรู้จักผิดถูก รู้จักผิดชอบชั่วดี การออกนอกฟิตเราะห์โดยการทำตามใจตัวเองจะทำให้มีปัญหาสุขภาพจิตตามมาได้ ซึ่งความเจ็บป่วยทั้งร่างกายและจิตใจย่อมเป็นไปตามพระประสงค์ของพระเจ้า อาจเป็นการทดสอบจากพระเจ้า และเป็นวิธีการในการชำระล้างความบาปได้ถ้าเขามีความอดทน มนุษย์ที่ยอมรับในสิ่งเหล่านี้เขาย่อมปราศจากความทุกข์หรือความขัดแย้งในจิตใจ ฉะนั้นการเกิดปัญหาสุขภาพจิตในอีกมุมมองหนึ่งเป็นสิ่งดีที่ทำให้มนุษย์เข้มแข็งขึ้นได้
December 21 การอดอาหารสม่ำเสมอเดือนละวัน อาจช่วยปกป้องหัวใจการอดอาหารสม่ำเสมอเดือนละวัน อาจช่วยปกป้องหัวใจ เอพี - ผลวิจัยใหม่ชี้การอดอาหารสม่ำเสมอเดือนละวัน อาจช่วยปกป้องหัวใจ เพราะทำให้แนวโน้มของอาการหลอดเลือดหัวใจอุดตันลดลงถึง 40% เมื่อเทียบกับคนที่ไม่ได้อดอาหารเป็นประจำ October 26 เสียง..การได้ยิน.. ขีดจำกัดของมนุษย์ "หะดีษนบีบอกว่า มีเสียงที่มนุษย์เราไม่สามารถรับฟังได้ และวิทยาศาสตร์ก็สามารถอธิบายเสียงนั้นเรียกว่า Infrasonic และ Ultrasonic เป็นสิ่งยืนยันว่าคำกล่าวของนบีไม่มีเท็จ และวิทยาศาสตร์สามารถพิสูจน์ความจริงนั้นได้"
عَنْ عَائِشَةَ قَالَتْ دَخَلَتْ عَلَيَّ عَجُوزَانِ مِنْ عُجُزِ يَهُودِ الْمَدِينَةِ فَقَالَتَا إِنَّ أَهْلَ الْقُبُورِ يُعَذَّبُونَ فِي قُبُورِهِمْ قَالَتْ فَكَذَّبْتُهُمَا وَلَمْ أُنْعِمْ أَنْ أُصَدِّقَهُمَا فَخَرَجَتَا وَدَخَلَ عَلَيَّ رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ فَقُلْتُ لَهُ يَا رَسُولَ اللَّهِ إِنَّ عَجُوزَيْنِ مِنْ عُجُزِ يَهُودِ الْمَدِينَةِ دَخَلَتَا عَلَيَّ فَزَعَمَتَا أَنَّ أَهْلَ الْقُبُورِ يُعَذَّبُونَ فِي قُبُورِهِمْ فَقَالَ صَدَقَتَا إِنَّهُمْ يُعَذَّبُونَ عَذَابًا تَسْمَعُهُ الْبَهَائِمُ قَالَتْ فَمَا رَأَيْتُهُ بَعْدُ فِي صَلَاةٍ إِلَّا يَتَعَوَّذُ مِنْ عَذَابِ الْقَبْرِ
หะดีษนี้ มุสลิมได้จัดอยู่ในกลุ่มหัวข้อ(บาบ) ดุอาขอคุ้มครองจากการถูกลงทรมานในหลุ่มฝังศพ เพราะตอนท้ายของหะดีษนี้ท่านหญิงอาอิชะห์ได้บอกว่า ท่านไม่เคยเห็นเลยว่าท่านนบีจะไม่ขอดุอาให้อัลลอฮคุ้มครองจากการถูกทรมานในหลุ่มฝังศพ(กุโบร์) อย่างเช่น.. หลังละหมาด ก็จะกล่าวว่า.. اللّهُمَّ إِنِّي أَعُوذُ بِكَ مِنْ الْكُفْرِ وَالْفَقْرِ ، اللَّهُمَّ إِنِّي أَعُوذُ بِكَ مِنْ عَذَابِ القَبْرِ ความว่า : “ ข้าแต่อัลลอฮฺ ข้าพระองค์ขอคุ้มครองจากพระองค์ ให้พ้นจากการปฏิเสธการศรัทธา และความยากจน ข้าแต่อัลลอฮฺ ข้าพระองค์ขอคุ้มครองจากพระองค์ ให้พ้นจากการการทรมาณในหลุ่มฝังศพ” แต่ในที่นี้ เราจะมาศึกษาในส่วนคำกล่าวของนบีที่ว่า تَسْمَعُهُ الْبَهَائِمُ (สัตว์จะได้ยินเสียงนั้น) นั้นหมายถึง นอกจากเสียงที่เราได้ยินแล้ว ในโลกนี้ยังมีเสียงที่มนุษย์ไม่ได้ยิน แต่ที่แปลกไปคือเสียงนั้นสัตว์จะได้ยิน
ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า .. "เสียงคืออะไร..เสียงเกิดขึ้นอย่างไร .. มีกี่ชนิดเสียงชนิดใดที่คนเราสามารถรับฟังได้ .. และเสียงชนิดใดที่ไม่สามารถรับฟัง อวัยวะรับรู้สึกทางเสียงของคนเรา ทำงานกันอย่างไร"
จากการศึกษาและค้นคว้าของนักวิทยาศาสตร์ทำให้เราสามารถหาคำตอบที่เกิดขึ้นจากหะดีษนี้ได้ เสียง เป็นพลังงานชนิดหนึ่ง จะอยู่ในรูปคลื่น และคลื่นเสียงเป็นคลื่นตามยาว (Longitudinal Wave) เกิดจากการสั่นสะเทือนของวัตถุ จะเดินทางผ่านตัวกลางทั้งทีเป็นของแข็ง ของเหลวหรืออากาศ (แต่จะไม่มีการเคลื่อนที่ในสุญญากาศ) การเคลื่อนที่ของเสียงเป็นการเคลื่อนที่แบบคลื่น (Traveling Wave) ในการได้ยินของคนเรานั้น ต้องมีต้นกำเนิดเสียง ตัวกลางที่จะนำเสียง และหูที่เป็นเครื่องรับเสียง เมื่อวัตถุ(ต้นกำเนิดเสียง)มีการสั่น เช่น เมื่อตีส้อมเสียง ส้อมเสียงก็จะสั่นทำให้เกิดเสียง อากาศที่อยู่รอบๆส้อมเสียงจะมีการอัดและขยาย · ระดับเสียง(Pitch) หมายถึงเสียงสูง เสียงต่ำ แหล่งกำเนิดเสียงที่มีความถี่สูงจะให้เสียงแหลม และแหล่งกำเนิดเสียงที่มีความถี่ต่ำจะให้เสียงทุ้มความถี่ (Frequency) หมายถึง จำนวนคลื่นที่ผ่านจุดๆหนึ่งในเวลา 1 วินาที มีหน่วยเป็นรอบต่อวินาที (cps) หรือ เฮิร์ทซ์(Hertz ย่อด้วย Hz) ความถี่ของเสียงที่มนุษย์ได้ยินจะอยู่ 20-20,000 Hz · ความดังของเสียง (Loudness) หมายถึง เสียงดัง เสียงค่อย การวัดความดังของเสียง วัดจากจำนวนพลังงานเสียงที่ตกตั้งฉากกับพื้นที่ 1 ตารางหน่วย เรียกว่าความเข้มของเสียง (Intensity) มีหน่วยเป็น เบล เสียงที่มีความเข้มต่ำสุดที่หูคนเราได้ยิน มีค่า เท่ากับ 0 เบล ความเข้มเสียงที่มีขนาดเป็นสิบเท่าของของเสียง 0 เบล จะมีค่า 1 เบล หน่วยเบลแบ่งเล็กลงไปอีก เป็น เดซิเบล ใช้สัญลักษณ์ dB ความเข้มต่ำสุดที่คนเราได้ยิน ก็คือ 0 dB และสูงสุด 120 dB - ลมหายใจปกติ 10 dB (เกือบไม่ได้ยิน) - เสียงพูดคุย 60 dB - เครื่องเจาะถนน 90 dB (ฟังบ่อยๆระบบการได้ยินจะเสื่อม) - เครื่องบินไอพ่นขึ้น 150 dB (เจ็บปวดแก้วหู) คนเราไม่ควรฟังเสียงดังเกินกว่า 85 dB วันละ 8 ชั่วโมง
· หู อวัยวะรับฟังเสียง เป็นความโปรดปรานสิ่งหนึ่งที่อัลลอฮฺได้ประทานแก่มนุษย์
หู สามารถแบ่งได้เป็น 3 ส่วน ทำหน้าที่ต่างกัน 1. หูส่วนนอก ประกอบด้วยใบหู รูหู และเยื่อแก้วหู ใบหู มีหน้าที่ช่วยให้ปริมาณของพลังงานเสียงเข้าไปในรูหูมากที่สุด รูหู มีหน้าที่ให้เสียงเข้ามารวมตัวกันทำให้ความเข้มของเสียงสูงขึ้น เยื่อแก้วหู มีหน้าที่รับการสั่นสะเทือนของพลังงานเสียง เพื่อส่งต่อไปยังหูชั้นกลาง
2. หูชั้นกลาง ประกอบด้วยกระดูกรูปร่างประหลาดสามชิ้น คือ กระดูกฆ้อน กระดูกทั่ง และกระดูกโกลน ทำหน้าที่ถ่ายทอดการสั่นสะเทือนจากแก้วหู ส่งต่อถึงหูชั้นใน 3. หูชั้นใน ประกอบด้วยท่อกลางเป็นขดเรียกว่า คอเคลีย ซึ่งภายในจะมีของเหลวอยู่เต็ม กับท่อรูวงกลม ทั้งสองนี้จะถ่ายทอดการสั่นและส่งต่อไปยังประสาทรับฟัง เพื่อแปลเป็นความหมายต่อไป
คลื่นใต้เสียงและคลื่นเหนือเสียง(Infrasonic and Untrasonic) คลื่นที่อยู่นอกเหนือจากการได้ยินของมนุษย์ ถ้าคลื่นนั้นมีความถี่ต่ำมากๆ ต่ำกว่า 20 Hz เราเรียก คลื่นอินฟราโซนิค(Infrasonic) หรือคลื่นใต้เสียง และคลื่นที่ความถี่สูง สูงกว่า 20,000 Hz เรียกว่า คลื่นอุลตร้าโซนิค (Ultrasonic) หรือคลื่นเหนือเสียง สัตว์บางชนิดเช่นสุนัขสามารถสร้างและรับฟังคลื่นที่มีความถี่ต่ำและสูงกว่าความถี่ที่มนุษย์รับฟังได้
ค้างคาวบางชนิดสามารถส่งเสียงที่มีคลื่นความถี่ถึง 100,000 Hz ความถี่เช่นนี้ค้างคาวจะส่งออกไปเป็นช่วงๆ และการสะท้อนกลับของคลื่นเสียงนี้ทำให้ค้างคาวสามารถรับรู้ว่าอะไรกีดขวางอยู่ หรือว่ารู้ว่าเหยื่ออยู่ตรงไหน จากการศึกษาในค้างคาวชนิด Eptesicus fuscus ในขณะบินอยู่ในอากาศพบว่าค้างคาวชนิดนี้จะส่งเสียงคลื่นสั้นๆ (หรือคลื่นความถี่สูง) ดัง คลิ๊ก..คลิ๊ก..ตลอดเวลาประมาณ 10 ครั่งต่อวินาที และจะเพิ่มเป็น 100 ครั้งต่อวินาทีเมื่อเข้าใกล้เหยื่อ เสียงนี้หูของคนเราไม่สามารถได้ยินได้ แต่สามารถรับรู้ได้โดยการใช้เครื่องมือพิเศษในการับฟัง
เสียงที่เกิดขึ้นจากการลงโทษและทรมานผู้ที่อยู่ในหลุ่มฝังศพ หูของมนุษย์ไม่สามารถที่จะรับรู้หรือได้ยินได้ แต่สัตว์บางชนิดสามารถรับรู้ได้ ดังที่เราเคยได้ยินเสมอๆว่าบางครั้งสุนักร้องเสียงแปลกๆ ที่เราเรียกว่าหอน อาจจะเกิดขึ้นเพราะสุนัขได้ฟังเสียงที่เราไม่มีความสามารถพอที่จะฟังเสียงนั้นได้
By ; Ibm ครูปอเนาะ October 22 ดุอา (คำวิงวอน) ช่วยเยียวยาการป่วยได้อย่างไร
"และพระเจ้าของสูเจ้าตรัสว่า จงวิงวอนต่อฉัน ฉันจะตอบรับสูเจ้า ส่วนบรรดาผู้โอหังต่อการเคารพภักดีฉันนั้นจะได้เข้าไปอยู่ในนรกอย่างอดสู" (กุรอาน 40:60) คัมภีร์กุรอาน ดุอา หมายถึง การเรียกร้อง, การร้องขอ และการขอความช่วยเหลือ มันคือการที่บุคคลหันไปหาอัลลอฮฺด้วยความจริงใจและขอความช่วยเหลือจากพระองค์ผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงเมตตาโดยรู้ว่าตัวเขาเองต้องขึ้นอยู่กับพระองค์ ความป่วยไข้เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งในหลายตัวอย่างเมื่อใครคนหนึ่งรู้สึกว่าตัวเองไม่สามารถพึ่งพาตัวเองได้และต้องการเข้าไปใกล้อัลลอฮฺ นอกจากนั้นแล้ว ความป่วยไข้ยังเป็นบททดสอบอย่างหนึ่งที่อัลลอฮฺทรงประสงค์ให้เกิดขึ้นเพื่อเป็นการเตือนมนุษย์ให้รำลึกว่าชีวิตไม่ยั่งยืนและไม่สมบูรณ์ นอกจากนี้แล้วก็ยังเป็นวิธีการชำระโทษในโลกหน้าสำหรับผู้อดทนและผู้ยอมจำนนด้วย ในทางตรงข้าม คนที่ไม่มีความศรัทธาจะคิดว่าหนทางที่การป่วยจะหายได้นั้นก็คือหมอ ยาหรือความสามารถทางเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ พวกเขาไม่เคยคิดว่าอัลลอฮฺต่างหากที่ทรงทำให้ระบบทางร่างกายของเขาทำงานเมื่อมันอยู่ในสภาพที่ดีหรือเป็นผู้ทรงสร้างหมอและยาที่รักษาความเจ็บป่วยเมื่อพวกเขาป่วย หลายคนหันไปหาอัลลอฮฺก็เฉพาะเมื่อตอนที่พวกเขาเห็นว่าหมอและยาไม่เพียงพอที่จะรักษา คนที่อยู่สภาวะเช่นนี้จะหันไปขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮฺโดยตระหนักว่าพระองค์เท่านั้นที่สามารถขจัดปัดเป่าความทุกข์ยากให้พ้นจากพวกเขาได้ อัลลอฮฺได้ทรงเปิดเผยให้เราเห็นถึงสภาพจิตใจเช่นนี้ไว้ในคัมภีร์กุรอานตอนหนึ่งว่า : "เมื่อมนุษย์ประสบทุกข์ภัย เขาเรียกร้องหาเรา ไม่ว่าจะยืนหรือนั่งหรือนอน แต่เมื่อเราขจัดทุกข์ภัยออกไปจากเขา เขากลับประพฤติเหมือนกับว่าเขาไม่เคยเรียกร้องหาเราในตอนที่ทุกข์ภัยได้ประสบกับเขา เช่นนั้นเองที่การทำชั่วของบรรดาผู้ฝ่าฝืนได้ถูกทำให้ดูเหมือนเป็นสิ่งดีงามแก่พวกเขา" (กุรอาน 10:12)
อย่างไรก็ตาม ความจริงแล้ว แม้แต่ในยามที่สุขภาพดีหรือไม่มีเคราะห์หรือความทุกข์ยากลำบากใด เราก็จะต้องวิงวอนและขอบคุณต่ออัลลอฮฺสำหรับความสะดวกสบาย สุขภาพที่ดีและความจำเริญอื่นๆที่พระองค์ได้ประทานแก่เรา สิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งของการวิงวอนก็คือ นอกจากการกล่าวคำวิงวอนออกมาด้วยเสียงดังแล้ว การพยายามวิงวอนด้วยการกระทำก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน การวิงวอนโดยการกระทำหมายถึงการทำทุกสิ่งที่เป็นไปได้เพื่อที่จะบรรลุถึงสิ่งที่ตั้งใจไว้ ตัวอย่างเช่น นอกจากการวิงวอนแล้ว คนไข้ก็จะต้องไปหาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ใช้ยาที่ตรงกับการป่วยและได้รับการรักษาจากโรงพยาบาลถ้าหากจำเป็นหรือในรูปของการดูแลเป็นพิเศษ ทั้งนี้เพราะอัลลอฮฺได้ทรงเชื่อมโยงทุกสิ่งที่เกิดในโลกนี้ไว้สาเหตุบางอย่าง ทุกสิ่งในโลกและในจักรวาลเกิดขึ้นตามสาเหตุเหล่านี้ ดังนั้น มนุษย์จะต้องดำเนินมาตรการที่จำเป็นตามสาเหตุเหล่านี้และคอยผลที่จะติดตามมาจากอัลลอฮฺด้วยความนอบน้อมถ่อมตน ยอมจำนนและอดทนในการยอมรับว่าพระองค์เท่านั้นคือผู้ทำให้บังเกิดผลติดตามมา ผลดีของความศรัทธาและการวิงวอนที่มีต่อคนป่วยและวิธีการเยียวยารักษานี้เป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจและได้รับคำแนะของนายแพทย์หลายคน ในบทความเรื่อง God and Health : Is Religion Good Medicine ? Why Science is Starting to Believe (พระเจ้ากับสุขภาพ : ศาสนาเป็นยาที่ดีใช่ไหม ? ทำไมวิทยาศาสตร์จึงเริ่มเชื่อ) ในนิตยสารนิวสวีคที่มีชื่อเสียงฉบับวันที่ 10 พฤศจิกายน 2003 ได้นำเอาผลของศาสนาในการเยียวมาเป็นเป็นหัวข้อหน้าปก ในบทความดังกล่าวได้รายงานว่าความศรัทธาในพระเจ้าได้สร้างขวัญกำลังใจให้คนและช่วยพวกเขาให้ฟื้นไข้ได้ง่ายขึ้นมากกว่าเดิม จากการสำรวจของนิวสวีค 72%ของชาวอเมริกันกล่าวว่าพวกเขาเชื่อว่าการวิงวอนสามารถที่จะรักษาใครบางคนและการวิงวอนทำให้หายป่วยได้เร็วขึ้น การศึกษาในอังกฤษและในสหรัฐก็ได้สรุปเช่นเดียวกันว่าการวิงวอนช่วยลดอาการของคนไข้และเร่งกระบวนการหายป่วยให้เร็วขึ้น จากการศึกษาที่ทำโดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน อาการห่อเหี่ยวและความเครียดจะพบได้น้อยมากในคนที่มีความศรัทธาในศาสนา และจากการค้นพบที่มหาวิทยาลัยรุชในชิคาโก อัตราการเสียชีวิตเร็วในหมู่คนที่ปฏิบัติศาสนากิจและวิงวอนเป็นปกติจะต่ำกว่าในคนที่ไม่มีความเชื่อมั่นในศาสนาถึง 25% ในผลการศึกษาวิจัยอีกชิ้นหนึ่งซึ่งทำกับคน 750 คนที่ผ่านการผ่าตัดเส้นเลือดได้พิสูจน์ให้เห็นอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ถึง ?อำนาจในการเยียวยารักษาของการวิงวอน? และได้มีการสรุปหลังจากการพิสูจน์แล้วว่าอัตราการเสียชีวิตในหมู่คนไข้โรคหัวใจที่วิงวอนขอพรนั้นลดลงถึง 30% ภายในหนึ่งปีหลังจากการผ่าตัด ตัวอย่างของการวิงวอนในยามทุกข์และยามเจ็บไข้ได้ป่วยซึ่งคัมภีร์กุรอานกล่าวไว้ได้แก่ และอัยยูบเมื่อเขาวิงวอนต่อพระผู้อภิบาลของเขาว่า "ฉันได้รับความทุกข์ทรมานจากโรคภัยและพระองค์เป็นผู้ทรงเมตตาที่สุดในบรรดาผู้เมตตาทั้งหลาย" เราได้ยินคำวิงวอนของเขาและได้ปลดเปลื้องความทรมานไปจากเขา และเราได้ให้ครอบครัวของเขากลับคืนไปยังเขาและมากไปกว่านั้นพร้อมกับกับพวกเขาในฐานะเป็นความเมตตาจากเรา ทั้งนี้เพื่อมันจะได้เป็นข้อตักเตือนต่อบรรดาผู้เคารพภักดีเรา (กุรอาน 21:83) และซุนนูน(นบียูนุส)เมื่อเขาหนีไปด้วยความโกรธ เพราะเขาคิดว่าเราจะไม่เอาผิดเขา แต่หลังจากนั้น เขาก็วิงวอนต่อเราจากท่ามกลางความมืดโดยกล่าวว่า "ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ มหาบริสุทธิ์ยิ่งแด่พระองค์ แท้จริง ฉันอยู่ในหมู่ผู้ทำผิด" ดังนั้น เราได้ยินตอบรับคำวิงวอนของเขาและได้ช่วยเขาให้พ้นจากความลำบาก นั่นแหละที่เราได้ช่วยผู้ศรัทธาทั้งหลายให้รอด (กุรอาน 21:87-88) และซะกะรียาเมื่อเขาได้วิงวอนต่อพระผู้อภิบาลของเขาโดยกล่าวว่า "ข้าแต่พระผู้อภิบาลของฉัน โปรดอย่าได้ปล่อยให้ฉันต้องอยู่คนเดียวโดยไม่มีบุตรเถิดถึงแม้พระองค์ทรงเป็นผู้สืบทอดที่ดีที่สุด" ดังนั้น เราได้ตอบรับคำวิงวอนของเขาและเราได้ประทานยะฮฺยาแก่เขา และทำให้ภรรยาของเขาสมบูรณ์สำหรับเขา คนเหล่านี้แข่งขันกันในการทำความดีและวิงวอนต่อเราด้วยความรักและความกลัว และพวกเขาเป็นผู้ถ่อมตนต่อเรา (กุรอาน 21:89-90) "นูฮฺได้วิงวอนต่อเรา และเราเป็นผู้ตอบสนองที่ดีเลิศเสียนี่กระไร" (กุรอาน 37:75)
ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วว่าการวิงวอนจะต้องไม่ใช่แค่เพียงเพื่อบรรเทาการเจ็บไข้ได้ป่วยหรือเพื่อบรรเทาปัญหาทางโลกเท่านั้น ผู้ศรัทธาที่จริงใจจะต้องวิงวอนต่ออัลลอฮฺเสมอและยอมรับอะไรก็ตามที่มาจากพระองค์ ประโยชน์ของการวิงวอนซึ่งได้ถูกกล่าวไว้ในคัมภีร์กุรอานหลายตอนนั้นกำลังเป็นที่ยอมรับในทางวิทยาศาสตร์และเป็นสิ่งที่เปิดเผยให้เห็นถึงความมหัศจรรย์ของคัมภีร์กุรอานอีกครั้งหนึ่ง "และถ้าบ่าวของฉันถามเจ้าเกี่ยวกับฉัน จงบอกพวกเขาว่าฉันอยู่ใกล้พวกเขา ฉันตอบการวิงวอนของผู้วิงวอนขอเมื่อเขาวิงวอนต่อฉัน ดังนั้น จงให้พวกเขาตอบคำเรียกร้องของฉัน ทั้งนี้เพื่อที่พวกเขาจะได้อยู่ในหนทางที่ถูกต้อง" (กุรอาน 2:186)
Ref ; โดยฮารูน ยะฮฺยา บรรจง บินกาซัน แปล
ศรัทธาคือยาที่ดีศรัทธาคือยาที่ดี เมื่อทราบว่าลูกสาวจะมารับ หญิงชราก็มีอาการดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตา วันที่ลูกสาวของหญิงชรามารับแม่ของตน เธอมากับสามีของเธอซึ่งเพิ่งจะแต่งงานกันได้ไม่นาน แต่แทนที่จะมารับ เธอกลับบอกแม่ว่าตอนนี้เธอยังไม่พร้อมที่จะรับแม่กลับไปบ้านได้ เพราะบ้านของเธอแคบและไม่มีห้องสำหรับแม่ ทันทีที่ได้ยินคำพูดเช่นนั้นจากปากของลูกสาว อาการของหญิงชราผู้น่าสงสารคนนั้นก็เปลี่ยนไปทันที หลังจากที่ลูกสาวกลับไป หญิงชราก็มีแต่อาการซึมเศร้าไม่ยอมพูดจากับใครและกินอาหารน้อยลง อาการป่วยจึงทรุดหนัก ไม่นานนัก หญิงชราผู้นั้นก็เสียชีวิตลง แพทย์หนุ่มที่เป็นผู้รักษาหญิงชราคนนี้ยืนยันว่าเขาได้รักษาหญิงชราคนนี้อย่างดีที่สุดแล้ว บันทึกการรักษาก็ยืนยันเช่นนั้น แต่เมื่อแพทย์หนุ่มได้ฟังเรื่องราวจากพยาบาลและคนไข้ในเตียงข้างหญิงชรา แพทย์ก็รู้ว่าเขาได้รักษาหญิงชราแต่ทางกายเท่านั้นซึ่งยังไม่พอ แพทย์รู้ว่าหญิงชราอาการทรุดลงเพราะหมดกำลังใจ ทั้งนี้เนื่องจากหญิงชราผู้นั้นหวังในตัวลูกสาวไว้มาก เมื่อผิดหวังในตัวลูกสาว หญิงชราก็รู้สึกว่าโลกนี้ไม่มีอะไรเหลือสำหรับตัวเองอีกแล้ว กำลังใจจึงไม่เหลือพอที่จะพยุงร่างกายทั้งๆที่ก่อนหน้านี้อาการของนางดีขึ้นเรื่อยๆโดยเฉพาะในตอนที่รู้ว่าลูกสาวจะมารับ หากหญิงชราผู้นั้นมีความเชื่อในพระเจ้าผู้ทรงนิรันดรและฝากความหวังไว้กับพระองค์แทนที่จะฝากไว้กับมนุษย์ซึ่งไม่มีอะไรแน่นอน หญิงชราคนนั้นก็ยังพอที่จะมีอะไรเป็นหลักสำหรับความหวังในชีวิตได้บ้างและคงจะไม่หมดกำลังใจจนถึงกับอาการทรุดลงขนาดนี้..."
ความจริงแห่งชีวิตดังกล่าวข้างต้นบอกให้รู้ว่ากายกับใจมีความสัมพันธ์กันในชีวิตมนุษย์ ทั้งกายและใจจะต้องได้รับการตอบสนองอย่างสมดุล ชีวิตจึงจะสมบูรณ์ ร่างกายที่แข็งแรงจะต้องมีจิตใจที่เข้มแข็งอยู่ภายในด้วย หากปราศจากกำลังใจ ร่างกายที่กำยำก็ไม่อยากจะทำอะไรและกลายเป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์ หากมีกำลังใจ ร่างกายอ่อนแอก็กลับมีกำลังที่จะทำอะไรได้มากมาย พละกำลังร่างกายอาจได้จากการออกกำลัง แต่พละกำลังทางด้านจิตใจที่จะทำให้ชีวิตกระชุ่มกระชวยนั้นได้จากความศรัทธาในพระเจ้าและการสวดมนต์หรือการอธิษฐานอยู่เป็นนิจ ด้วยเหตุนี้ การแพทย์สมัยใหม่จึงแนะนำให้คนไข้สวดมนต์วิงวอนตามความเชื่อในศาสนาของตนเพื่อช่วยเสริมการรักษาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ศาสนากับการแพทย์
ผลดีของการมีความศรัทธาและการสวดมนต์วิงวอนหรืออธิษฐานที่มีต่อคนป่วยและการเยียวยารักษาคนไข้นี้เป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจและได้รับคำแนะของนายแพทย์หลายคน ในบทความเรื่อง God and Health : Is Religion Good Medicine ? Why Science is Starting to Believe (พระเจ้ากับสุขภาพ : ศาสนาเป็นยาที่ดีใช่ไหม ? ทำไมวิทยาศาสตร์จึงเริ่มเชื่อ) ในนิตยสารนิวสวีคที่มีชื่อเสียงฉบับวันที่ 10 พฤศจิกายน 2003 ได้นำเอาผลของศาสนาในการเยียวมาเป็นเป็นหัวข้อหน้าปก ในบทความดังกล่าวได้รายงานว่าความศรัทธาในพระเจ้าได้สร้างขวัญกำลังใจให้คนไข้และช่วยคนไข้ให้ฟื้นตัวได้ง่ายขึ้นมากกว่าเดิม จากการสำรวจของนิวสวีค 72%ของชาวอเมริกันกล่าวว่าพวกเขาเชื่อว่าการสวดมนต์วิงวอนหรือการอธิษฐานสามารถที่จะรักษาคนป่วยให้หายป่วยได้เร็วขึ้น การศึกษาในอังกฤษและในสหรัฐก็ได้สรุปเช่นเดียวกันว่าการวิงวอนช่วยลดอาการของคนไข้และเร่งกระบวนการหายป่วยให้เร็วขึ้น จากการศึกษาที่ทำโดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน อาการหดหู่และความเครียดจะพบได้น้อยมากในคนที่มีความศรัทธาในศาสนา และจากการค้นพบที่มหาวิทยาลัยรุชในชิคาโก อัตราการเสียชีวิตเร็วในหมู่คนที่ปฏิบัติศาสนากิจและวิงวอนเป็นปกติจะต่ำกว่าในคนที่ไม่มีความเชื่อมั่นในศาสนาถึง 25% ในผลการศึกษาวิจัยอีกชิ้นหนึ่งซึ่งทำกับคน 750 คนที่ผ่านการผ่าตัดเส้นเลือดได้พิสูจน์ให้เห็นอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ถึง"อำนาจแห่งความศรัทธาและการสวดมนต์ในการเยียวยารักษา" และได้มีการสรุปหลังจากการพิสูจน์แล้วว่าอัตราการเสียชีวิตในหมู่คนไข้โรคหัวใจที่สวดมนต์หรือวิงวอนขอพรนั้นลดลงถึง 30% ภายในหนึ่งปีหลังจากการผ่าตัด
ท่าทีของคนมีศรัทธาในพระเจ้า
ความเจ็บไข้ได้ป่วยไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นกับตัวเอง แต่มนุษย์ก็ไม่อาจหลีกหนีความเจ็บป่วยได้พ้น อิสลามสอนให้คนมุสลิมมีความเชื่อว่าความเจ็บไข้ได้ป่วยมาจากพระเจ้าและพระเจ้าอีกเช่นกันที่ทำให้การเจ็บป่วยหายโดยยาและการแพทย์ที่มนุษย์คิดค้นขึ้น นอกจากนี้แล้ว ความเจ็บไข้ได้ป่วยยังมีเหตุผลบางอย่างอยู่เบื้องหลัง เช่น
1) เพื่อเป็นสัญญาณเตือนว่ามนุษย์ไม่ได้เป็นเจ้าของชีวิตของเขาเอง เพราะถ้าหากมนุษย์เป็นเจ้าของชีวิตของเขาเอง มนุษย์ก็คงไม่ต้องการให้ตัวเองเจ็บป่วย และโรคบางโรค ก็ยังไม่มีแพทย์หรือยาใดๆสามารถรักษาให้หายได้
2) เพื่อเตือนให้มนุษย์ตระหนักว่าชีวิตในโลกนี้มิใช่สิ่งยั่งยืน
3) เพื่อทดสอบมนุษย์ว่าเมื่อเขาได้รับความเจ็บป่วยแล้ว มนุษย์จะนึกถึงพระเจ้าและขอความช่วยเหลือจากพระองค์หรือไม่
4) สำหรับผู้ศรัทธาในพระเจ้า ความเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นการลบล้างบาปเล็กๆน้อยๆที่เขาได้ทำไว้ในโลกนี้เพื่อที่จะได้ไม่ต้องไปถูกลงโทษในโลกหน้าซึ่งสาหัสและยาวนานกว่า ดังนั้น ความเจ็บไข้ได้ป่วยจึงเป็นความเมตตาของพระองค์
5) บางกรณี การที่บางคนต้องเข้าไปนอนในเตียงคนไข้ของโรงพยาบาลก็เป็นโอกาสที่พระเจ้าได้ให้คนผู้นั้นทบทวนพฤติกรรมของตัวเอง
การเข้าใจถึงเหตุผลเบื้องหลังประสบการณ์ชีวิตจึงทำให้มุสลิมยอมรับสภาพที่พระเจ้ากำหนดและไม่เอะอะโวยวายให้เป็นโรคเครียดหรือโรคประสาทเพิ่มขึ้น อย่างน้อยที่สุดก็ไม่ทำให้อาการเจ็บป่วยแย่ลงกว่าเดิม
โรคผิวหนังของนบีอัยยูบซึ่งในสมัยนั้นไม่มียารักษาได้ถูกขจัดปัดเป่าด้วยเดชานุภาพของพระเจ้าที่ตอบสนองคำวิงวอนของท่าน
By ; อ. บรรจง บินกาซัน October 20 สิ่งต้องห้าม...กับความจำเป็นทางการแพทย์ เกี่ยวกับปัญหาที่ว่าด้วยอาหารต้องห้ามบางอย่างสามารถนำมาใช้เป็นยาได้หรือไม่นั้น เรื่องนี้บรรดานักกฎหมายอิสลามยังมีความคิดเห็นแตกต่างกัน บางคนมิได้ถือว่ายาจัดอยู่ในประเภทของความจำเป็นเหมือนอาหาร และบรรดานักกฎหมายที่มีความคิดเห็นเช่นนี้ได้นำเอาฮะดิษของท่านศาสดามาสนับสนุนว่า "แน่แท้ อัลลอฮฺมิได้จัดหาการรักษาสำหรับท่านในสิ่งที่พระองค์ได้ห้ามแก่ท่าน" (รายงานโดย บุคอรี จากอิบนุมัสอูด)
แต่ขณะเดี่ยวกัน นักกฎหมายบางคนก็ถือว่าความต้องการยานั้นต้องการเท่ากับความต้องการอาหาร เพราะทั้งสองอย่างนี้มีความจำเป็นสำหรับการรักษาชีวิต ดังที่พระองค์ตรัสต่อผู้ที่หิวและตกอยู่ในความคับขันว่า "ดังนั้น ผู้ใดถูกทำให้คับขันด้วยความหิว ไม่ใช่จงใจทำบาป ฉะนั้น โดยแน่แท้อัลลอฮฺเป็นผู้ทรงอภัย ผู้ทรงเมตตาเสมอ" (อัลกุรอ่าน 5:3) และพระองค์ยังบอกอีกว่า "พระองค์ได้ชี้แจงให้แก่เจ้าถึงสิ่งที่พระองค์ทรงทำให้เป็นที่หะรอมสำหรับสูเจ้าไว้แล้ว เว้นแต่สูเจ้าอยู่ในสภาพคับขัน" (อัลกุรอ่าน 6:120)
และสำหรับประเด็นในการสนับสนุนความคิดเห็นของตนที่ว่าสิ่งต้องห้ามสามารถนำมาเป็นยานั้น บรรดานักกฎหมายที่มีความคิดเห็นเช่นนี้ได้อ้างว่าครั้งหนึ่งท่านศาสดาได้อนุญาตอับดุรเราะหฺมาน บิน เอาฟฺ และซุบัยรฺ บิน เอาวาม ให้ไส่ผ้าไหมได้ เพราะทั้งสองคนได้รับความลำบากจากโรคผิวหนัง
บางที ทัศนะประการหลังนี้อาจจะใกล้กับเจตนารมณ์ของอิสลามที่คำนึงถึงการสงวนชีวิตของมนุษย์ในทุกบทบัญญัติและคำสอน แต่อย่างไรก็ตาม การใช้ยาที่มีส่วนประกอบจากสิ่งหะรอมจะเป็นที่อนุมัติก็ต่อเมื่ออยู่ภายใต้เงื่อนไขดังต่อไปนี้ ;
1. ชีวิตของคนไข้จะเป็นอันตรายถ้าหากว่าไม่ได้รับยานี้
2. ไม่มีทางเลือกหรือมีการรักษาอย่างอื่นที่หะลาลมาทดแทน
3. การให้ยารักษานั้นถูกกำหนดโดยแพทย์มุสลิมที่มีความรู้และยำเกรงต่อพระเจ้า
อย่างไรก็ตาม เราอาจกล่าวได้ว่าบนพื้นฐานของการสังเกตและความคิดเห็นของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เราสามารถสรุปได้ว่าความจำเป็นทางการแพทย์ที่ต้องใช้สิ่งที่หะรอมนั้นแทบจะไม่เกิดขึ้นเลย อย่างไรก็ดี ในกรณีที่มุสลิมตกอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถหาวิธีการเยียวยาอื่นใดไปจากวิธีการที่จะต้องอาศัยสิ่งที่หะรอมนั้น เราก็ได้พูดถึงหลักการเกี่ยวกับเรื่องนี้ไปแล้ว.
Ref ; หนังสือ "หะลาลและหะรอมในอิสลาม" โดย ดร.ยูซุฟ ก็อรฺฎอวี October 13 อิสลามสนับสนุนการแพทย์
October 10 ตัวเลขที่น่าสนใจ ในอัล-กุรอ่าน...ตัวเลขที่น่าสนใจ....
จากผลการวิจัยในเชิงวิทยาศาสตร์ที่กระทำกับกุรอาน ในยุกของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนี้ ยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงความมหัศจรรย์ของกุรอาน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเองเป็นผู้พิสูจน์ถึงสัจธรรมที่มีกล่าวในกุรอาน
ดังนั้นอัลลอฮฺจึงได้ท้าทายมนุษย์และญินให้สร้างผลงานที่เทียบเท่ากุรอาน ดังซูเราะที่ 17 (บะนีอิสรออีล)อายัตที่ 88
ความว่า"จงประกาศเถิด มาตรแม้นมนุษย์และญิน รวมกันซึ่งจะนำมาสิ่งที่เหมือนอัลกุรอานนี้ แน่นอนพวกเขาไม่สามารถนำมาสิ่งที่ คำ ความหมาย จำนวนครั้งที่นับได้ในกุรอาน
By ; Ibm ครูปอเนาะ (มหาวิทยาลัยอิสลาม ยะลา) ท่านอน..ที่ถูกต้อง..ท่านอน..ที่ถูกต้อง..
ท่านนบี ไม่ได้เป็นแพทย์ แต่ท่านแนะนำในสิ่งที่ถูก ฉะนั้นท่านคือศาสดาที่แท้จริง และความรู้ที่ท่านสอนก็คือความจริงที่ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์
นบีมุฮำหมัด เป็นศาสนฑูต ที่นำคำสอนต่างๆ ให้มุสลิมกระทำตาม รวมถึงท่านเป็นแบบอย่าง(Model) ที่ทุกคนต้องทำตามด้วย ซึ่งในบางครั้งเราทำตามท่านเพราะเรารักท่าน และเป็นคำบัญญัติที่ต้องทำตามท่าน โดยไม่รู้ว่าดีอย่างไร อย่างเช่น ท่านอน ท่านจะนอน ตะแคงขวา และท่านได้สอนว่า .. قَالَ النَّبِيُّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ إِذَا أَتَيْتَ مَضْجَعَكَ فَتَوَضَّأْ وُضُوءَكَ لِلصَّلَاةِ ثُمَّ اضْطَجِعْ عَلَى شِقِّكَ الْأَيْمَنِ ความว่า : เมื่อเจ้าเข้าไปนอนจงอาบน้ำละหมาดเพื่อละหมากแล้วเอียงนอนตะแคงขวา วงการแพทย์สมัยใหม่ก็ยอมรับและสนับสนุนให้นอนตะแคงขวา
By ; Ibm ครูปอเนาะ (มหาวิทยาลัยอิสลาม ยะลา) October 09 The Quran on the Cerebrum
The Quran on Human Embryonic Development
|
|
|