SKSM's profile"THE HOLY AL-QURAN IS TH...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    October 24

    “เพราะไร้ศรัทธา หรือว่าเคยชิน...เราจึงสูญสิ้นการใคร่ครวญ”

    “เพราะไร้ศรัทธา หรือว่าเคยชิน...เราจึงสูญสิ้นการใคร่ครวญ”

        Dr.SKSM

     

    จงระลึกถึง...” , “แล้วเจ้าไม่สังเกตดอกหรือว่า...” , “จงใคร่ครวญถึง...” , “และเมื่อครั้งที่...” , “ขอยืนยันด้วย...” , “ขอสาบานด้วย...” , “...เพื่อพวกเขาจะได้มีจิตสำนึก” , “...เพื่อพวกเขาจะได้ใคร่ครวญ  ฯลฯ

     

              ถ้อยคำและสำนวนเหล่านี้ เราจะพบเห็นได้อยู่บ่อยครั้งในพระมหาคัมภีร์แห่งความมหัศจรรย์  คัมภีร์แห่งมวลมนุษยชาติ  คัมภีร์ที่บรรจุไปด้วยเรื่องราวแห่งการรำลึกถึงผู้ทรงสร้างที่ “...พระองค์มิได้สร้างสิ่งเหล่านั้นขึ้นมาอย่างไร้สาระ (อาลิอิมรอน : 191)  คัมภีร์แห่งประวัติศาสตร์การกำเนิดทุกสรรพสิ่ง ผู้ทรงประดิษย์ชั้นฟ้าและแผ่นดิน...และพระองค์นั้นทรงบังเกิดทุกสิ่งทุกอย่าง (อัลอันอาม : 101)  คัมภีร์แห่งวิทยาศาสตร์และวิทยาการทุกแขนงสาขาทั้งที่มนุษย์เรียนรู้ได้ในปัจจุบันและรวมถึงสิ่งที่ความสามารถของมนุษย์ยังไปไม่ถึง  นั่นคือพระมหาคัมภีร์อัลกุรอ่านพระวจนะแห่งพระผู้อภิบาลในสากลโลก

                ถ้อยคำและเรื่องราวทั้งหมดที่บรรจุอยู่ในพระมหาคัมภีร์เล่มนี้เอกองค์อัลลอฮฺทรงพระดำรัสต่อมวลมนุษยชาติด้วยความกรุณาเมตตาของพระองค์...ทั้ง ๆ ที่มนุษย์นั้นเป็นผู้ต่ำต้อยยิ่งนัก แต่ไฉนเลย พระองค์จึงทรงให้เกียรติต่อมวลมนุษย์ด้วยเกียรติอันสูงส่งเช่นนี้ ...เกียรติจากผู้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่งที่มีต่อผู้ถูกสร้างที่ไม่มีความสามารถจะสร้างได้ แม้จะเป็นมดตัวเล็ก ๆ สักตัวหนึ่ง   เกียรติจากผู้ที่ทรงอำนวยสิ่งในฟากฟ้าและสิ่งในแผ่นดินที่มีต่อผู้ที่อ่อนแอยิ่งไม่มีความสามารถจะสร้างได้ แม้จะเป็นเม็ดทรายสักเม็ดหนึ่ง

                 แล้วจะยังมีตำแหน่งใดอีกหรือที่มวลมนุษย์จะได้รับสูงส่งเกินกว่าตำแหน่งที่ได้รับจากพระดำรัสของพระองค์

                 พระมหาคัมภีร์อัลกุรอ่านนั้นเป็นพระเมตตาหนึ่งที่พระองค์ทรงส่งมาให้แก่มวลมนุษยชาติ เพื่อเป็นทางนำอันเที่ยงตรงแก่ชนทั้งปวง ดังที่พระองค์ทรงเน้นย้ำว่า แท้จริงอัลกุรอ่านนี้ ชี้นำทางอันเที่ยงตรงที่สุด (บะนีอิสรอเอล : 9)

                  และแท้จริงพระองค์จะทรงตัดสินชีวิตมนุษย์และควบคุมกิจการงานต่าง ๆ ของมนุษย์ไปสู่พระองค์ด้วยพระมหาคัมภีร์เล่มนี้เพียงเล่มเดียว  ในเมื่อมันเป็นคัมภีร์แห่งมนุษยชาติที่เที่ยงตรงที่สุดเพียงเล่มเดียวแล้ว ดังนั้น ...ท่านจะไม่พบว่าวิถีทางแห่งอัลลอฮฺนั้นมีการเปลี่ยนแปลง (อัลฟาฎีร : 43)

                  และในความเป็นจริงแล้วเพียงแค่พระองค์ทรงดำรัสว่า ...แท้จริงอัลลอฮฺนั้นพระองค์ทรงสัจจริง...(อัลฮัจญ์ : 62)  เพียงแค่นี้ก็นับว่าเป็นการเพียงพอแล้ว แก่มวลชนผู้ศรัทธาที่เขาจะต้องเชื่อฟังต่อพระดำรัสในคัมภีร์เล่มนี้ของพระองค์ 

                 แต่เปล่าเลย...พระองค์ผู้ทรงสร้างมวลมนุษย์ขึ้นมาเองนั้นทรงรู้ซึ้งดีถึงจิตใจของมนุษย์บางกลุ่มบางพวกที่จะยังดื้อดึงไม่ศรัทธาและไม่เชื่อฟังความจริงอันชัดแจ้งเหล่านี้ หรือแม้กระทั่งบรรดาผู้ที่มีความศรัทธาต่อพระองค์อยู่แล้วแต่เขาเผลอลืมตัวไปบ้าง อาจเพราะความเคยชินที่มองความมหัศจรรย์แห่งการสร้างสรรค์ของพระองค์ที่พวกเขาเห็นมาตั้งแต่แรกคลอดลืมตาออกมาดูโลกใบนี้ว่าเป็นสิ่งธรรมดาไปเสียสิ้น  อัลกุรอ่านได้พยายามปลุกพวกเขาเหล่านี้ให้ตื่นขึ้นมาจากความหลงลืมและความหลับไหล ด้วยถ้อยคำที่มีลักษณะเฉพาะของมัน และเพื่อเป็นการย้ำเตือนให้พวกเขาได้นึกคิด  พระองค์ทรงตรัสว่า  ...และอัลลอฮฺทรงยกอุทาหรณ์ต่าง ๆ แก่มวลมนุษย์ เพื่อพวกเขาจะได้มีจิตสำนึก (อิบรอฮีม : 25)

                 แน่นอนที่สุด หากมนุษย์สลัดความโง่เขลาเบาปัญญาของเขาออกไปและเพ่งมองจักรวาลด้วยความรู้สึกใหม่ ๆ อยู่เสมอ  เพ่งมองเพื่อพิจารณา ด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยรัศมีแห่งศรัทธา เปิดตาให้กว้างกับสิ่งที่พบเห็น รับฟังทุกอย่างที่ได้ยิน ให้ความสนใจกับทุกการเคลื่อนไหว ความวิจิตรพิสดารเหล่านี้ทั้งหมด คงจะสะกิดใจและความรู้สึกของผู้พบเห็นได้เป็นอย่างมาก  และด้วยความศรัทธาเหล่านี้ที่จะทำให้เราเกิดมุมมองใหม่ต่อจักรวาล ทำให้ได้พบกับความวิจิตรบรรจงใหม่ ๆ  แต่ช่างน่าเสียดาย...ทั้ง ๆ ที่มีผลงานการสร้างสรรค์ของพระองค์ให้เห็นอย่างมากมาย ก็ยังมีผู้ที่ไม่ใส่ใจที่จะพิจารณา และไม่ได้เอาใจใส่ต่อมัน

                ความมหัศจรรย์ของพระมหาคัมภีร์อัลกุรอ่าน ได้กล่าวถึงความเป็นจริงทางวิทยาศาสตร์ไว้เป็นจำนวนมาก ทั้งที่มนุษย์เราเพิ่งค้นพบด้วยเทคโนโลยีอันล้ำสมัยในยุคศตวรรษที่ 20  นี้เอง ในขณะที่สี่งเหล่านั้นมีกล่าวอ้างอยู่ในคัมภีร์เล่มนี้มาตั้งนานแล้ว   และแน่นอน...แม้อัลกุรอ่านจะไม่ใช่หนังสือวิทยาศาสตร์ แต่อัลกุรอ่านก็ได้ระบุถึงข้อเท็จจริงทางด้านวิทยาศาสตร์เอาไว้อย่างลึกซึ้งและรัดกุม

                    นี่คือวิธีการกระตุ้นปลุกความสนใจ ปลุกจิตสำนึกความรู้สึก เปิดหู เปิดตา เปิดใจ ให้มองเห็นความวิจิตรพิสดารของจักรวาล  ความวิจิตรพิสดารที่หายไปเพราะความคุ้นเคย”  เพราะการมองเห็นมาแต่ใหนแต่ไร ให้กลับมาสร้างความเข้าใจใหม่กับสติปัญญาและความรู้สึก เป็นการเรียกร้องให้มนุษย์กลับมามองดูจักรวาลเหมือนเป็นการเปิดตาดูโลกครั้งแรก  มองเพื่อทำความเข้าใจ มองด้วยหัวใจเพ่งพินิจ มองให้เห็นความแปลกพิศดารที่มีอยู่มากมาย ความแปลกพิสดารที่มองเห็นในครั้งแรกได้สร้างความประหลาดใจ ประหลาดตาให้กับผู้มองเห็นเป็นอย่างมาก  ก่อนที่มันจะกลายเป็นความคุ้นเคยสายตาไปในที่สุด.   ...(สิ่งเหล่านี้) ย่อมเป็นสัญลักษณ์สำหรับมวลชนที่ใช้ปัญญาตริตรอง (อัลบากอเราะฮ์ : 164)

     

                    อย่ากระนั้นเลย....เราก็จะยังคงพบว่าถึงแม้พระมหาคัมภีร์อัลกุรอ่านจะแสดงความมหัศจรรย์ให้เขาได้เห็นมากแค่ไหน  แม้พระดำรัสของพระองค์จะกล่าวย้ำให้เขาได้ยินมากเพียงใด  แต่ก็ยังมีผู้ที่ไม่รู้จักการใช้ความคิดของเขาใคร่ครวญไตร่ตรองต่อสิ่งเหล่านี้อยู่ดี   เมื่อถึงเพียงนี้แล้วพระผู้ทรงอภิบาลผู้ทรงสร้างทุกสิ่งรวมทั้งทรงสร้างพวกเขาเหล่านั้นขึ้นมา จึงได้สาปแช่งและกล่าวดูหมิ่นมวลชนผู้ไร้ศรัทธาเหล่านี้ ด้วยการกล่าวให้เห็นเป็นภาพออกมาอย่างชัดเจน เปรียบดั่งปศุสัตว์ที่มันไม่เข้าใจในสิ่งที่มีผู้นำมาบอก  ดังที่พระองค์ทรงตรัสว่า...

                       และข้อเปรียบเทียบสำหรับบรรดาผู้ปฎิเสธนั้น ประดุจดังผู้ (เลี้ยงสัตว์) ที่กู่เรียก (สัตว์ของตน) ที่ไม่ได้ยิน (อะไรทั้งสิ้น) นอกจากเสียงเรียกและเสียงตะโกนเท่านั้น (พวกเขาประดุจ) คนหูหนวก เป็นใบ้ อีกทั้งตาบอด  ดังนั้นพวกเขาจึงไม่มีปัญญาตริตรอง (สิ่งใด ๆ ทั้งสิ้น) (อัลบากอเราะฮฺ : 171)

     

                  แต่เปล่าเลย...พวกเขากลับหลงเสียยิ่งกว่าพวกปศุสัตว์เหล่านี้เสียอีก ปศุสัตว์มันมองเห็น มันได้ยิน มันร้องส่งเสียง แต่พวกเขากลับเป็นใบ้ หูหนวก และตาบอด !. 

                 แล้วมาถึงวันนี้  เราได้ถามตัวเองกันบ้างหรือยังว่า ที่เรายังไม่ได้คิดที่จะสนใจและใคร่ครวญ ถึงพระดำรัสในพระมหาคัมภีร์อัลกุรอ่าน คัมภีร์แห่งมวลมนุษยชาติเล่มนี้ให้เข้าใจดีพอนั้นเป็นเพราะเราศรัทธาแล้วแต่เราเพียงแค่เคยชินกับสิ่งที่คุ้นตาไปชั่วขณะ หรือเป็นเพราะว่าเรายังเป็นหมู่ชนที่ไร้ศรัทธา ที่ถูกพระองค์ทรงวาดภาพออกมาในเชิงดูหมิ่นเหยียดหยามไว้ ในความดื้อดึงของเรา ทั้งที่เป็นเพราะตัวของเราเองหรือเป็นพราะการถูกล่อลวงจากชัยตอนมารร้ายอยู่ก็ตาม.

                     ถ้าเป็นเช่นนั้นก็จงรีบขออภัยโทษจากพระองค์ให้เราพ้นจากความหลงผิดนั้น ...และผู้ใดอัลลอฮฺยังความหลงผิด แน่นอนจะไม่มีผู้ใดชี้นำแก่เขาได้ (อัรเราะอฺดุ : 33)    อีกทั้งให้เราพ้นจากการถูกหยามเหยียดจากพระองค์ผู้ทรงอภิบาลแห่งสากลโลก เพราะแท้จริงแล้ว ...ผู้ใดก็ตามที่อัลลอฮฺทรงหยามเขา แน่นอนจะไม่มีผู้ใดยกยอเขาได้ (อัลฮัจญ์ : 18).   

                ก่อนที่วันนั้นจะมาถึง.... วันที่  "และพวกเขากล่าวว่า หากพวกเราฟังและใช้สติปัญญาใครครวญ เราก็จะไม่ต้องเป็นชาวนรกเช่นนี้" (อัลมุลก์ : 10)

     

     

     

                                                                       .......................วัลลอฮูอะห์ลัม..................      

     

     -------------------------------------------------------------------------------------------

     

    Ref ;  - “ใต้ร่มเงาอัล-กุรอาน อรรถาธิบายมหาคัมภีร์อัล-กุรอาน  โดย อัชชาฮีด ซัยยิด กุฎุบ  (แปลโดย สุนทร มาลาตี)

                -  ความมหัศจรรย์ของอัลกุร-อาน โดย ฮารูน ยะห์ยา (แปลโดย ปัญญากร)

                -  ประวัติศาสตร์อิสลามและโลกมุสลิมโดย ดร.อับดุรฺ รออุฟ (แปลและเรียบเรียงโดย บรรจง บินกาซัน)

                -   "วีธีศึกษาคัมภีร์อัลกุร-อาน"  โดย คุรฺรัม มุร้อด  (แปลโดย บรรจง บินกาซัน)

            

     

     

    ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------          

     "หากสิ่งใดในบทความนี้เป็นความดีงามนั้น เป็นความเมตตาจากพระองค์อัลลอฮฺ และสิ่งใดไม่ดี มาจากความผิดพลาดและความโง่เขลาของกระผมเอง และจากการล่อลวงของชัยตอนมารร้าย".

    February 23

    "ยังมีสิ่งใดอีกหรือ...ที่เธอต้องการ"

     
    "ยังมีสิ่งใดอีกหรือ...ที่เธอต้องการ"
     Dr.SKSM
     
        ไม่กี่วันที่ผ่านมา....ผมนั่งอยู่หน้าจอทีวี เพื่อติดตามดูความเคลื่อนไหวของข่าวสารบ้านเมืองประจำวัน...
    แล้วในทันใดนั้น นักข่าวของทีวีช่องหนึ่งก็นำเสนอข่าวต่างประเทศเกี่ยวกับ "การเรียกร้องสิทธิของผู้หญิง"  พร้อมกับภาพประกอบที่เป็นที่เหล่าผู้หญิงที่ออกมาเดินประท้วงตามถนนหนทาง ในมือของพวกเธอถือป้ายเรียกร้องความเป็นธรรม ปากของพวกเธอต่างก็ตะโกนโหวกเหวกเพื่อสื่อถึงความไม่พอใจในกฏหมาย (ของประเทศนั้น) บางอย่างที่พวกเธอเห็นว่าบัญญัติออกมา อย่างไม่เป็นธรรมต่อพวกเธอ.....
    แต่ผมก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก เพราะเข้าใจดีว่ากฏหมายของประเทศนั้น (ที่เหล่าผู้หญิงออกมาเดินประท้วง) ไม่ใช่เป็นของประเทศมุสลิม และบทบัญญัติกฏหมายเหล่านั้นก็แน่นอนว่าต้องเป็นสิ่งที่มนุษย์ (ตาดำ ๆ) เองนั่นหล่ะที่สร้างมันขึ้นมา...
    แต่มีบ่อยครั้ง   ที่ผมรู้สึกเสียใจ ที่กลับได้ยินจากปากพี่น้องมุสลีมะฮ์ของผมเอง (บางท่าน) ที่กล่าวเชิงตำหนิหรือไม่เห็นด้วยกับบทบัญญัติของศาสนาอิสลาม (หรืออาจจะถึงขั้นวิพากษ์วิจารณ์ไปต่าง ๆ นา ๆ ด้วยความนึกคิดของเธอเอง) ประมาณว่าทำไมศาสนาอิสลามจึงต้องกำหนดสิ่งนั้น สิ่งนี้มาให้มุสลีมีนมากจัง แต่กลับปิดกั้นสิ่งนั้น สิ่งนี้แก่มุสลีมะฮ์ (อย่างพวกเธอ)
     
    "โอ้  พี่น้องมุสลีมะฮ์"      แท้จริงสิทธิของพวกเธอนั้นมีมากมายยิ่งนัก
    ....อิสลามมอบสิทธิให้แก่พวกเธอมากมากเสียจนไม่ต้องเสียเวลามาเรียกร้องอะไรอีกแล้ว  เพราะในความซับซ้อนหลากหลายของสังคมมนุษย์นั้น บางคราวเธออาจจะมองว่าทำไมบางอย่างเธอถึงถูกเอารัดเอาเปรียบจากเพศตรงข้าม  และบางคราวเธออาจจะรู้สึกน้อยใจที่อิสลามอาจจะห้ามความต้องการทางธรรมชาติ หรืออาจจะทำให้เธอรู้สึกขัดใจในบางเรื่อง (เช่นสิทธิในมรดกที่น้อยกว่าชาย ,สิทธิในการหย่าร้าง ,สิทธิในการเป็นพยาน ,สิทธิในการทำอิบาดัตที่ถูกจำกัดในช่วงมีประจำเดือน ,ภาระในการเป็นผู้ที่ต้องได้รับความเจ็บปวดทรมานในการคลอดบุตร) แต่หากพวกเธอลองนำสิ่งเหล่านั้นบวก ลบ คูณ หาร (ด้วยแนวคิดอิสลาม) ดูอีกครั้ง...แล้วใครครวญบทบัญญัติ และธรรมชาติของอิสลาม (ที่เธออาจจะรู้สึกอึดอัดใจที่จะยอมรับในบางครั้ง) เหล่านั้นดูอีกที  และเธอไปเอาผลลัพท์สุดท้าย (ที่คำนวนออกมาได้) แล้วเธอจะรู้ว่าแท้จริงแล้วเธอโชคดีแค่ใหนที่พระองค์ประทาน "ความเป็นเพศหญิง (มุสลีมะฮ์)" มาให้กับพวกเธอ. (แต่มุสลีมีนก็อย่าเพิ่งไปอิจฉาเสียหล่ะ  เพราะฮิกมัตในตัวท่านนั้นก็มีมากมาย)

    สิทธิของพวกเธอมีมากมายยิ่งนัก  (หากเธอรู้)...
    ...หญิงสาวโสดนั้น เธอมีพ่อแม่ที่ต้องให้การดูแลและต้องทั้งนี้ก็ท่านก็ต้องรับผิดชอบในความผิดบาปทั้งหลายของเธอ ที่เธออาจก่อขึ้น
    ...ในขณะที่ชายหนุ่มโสด (ที่บรรลุถึงวัยแห่งศาสนภาวะ) นั้นเขาจะต้องรับผิดชอบในความผิดบาปเหล่านั้นด้วยตัวเอง อีกทั้งเขายังต้องรับผิดชอบต่อพ่อแม่ของเขา
    ...หญิงที่แต่งงานแล้วนั้น การทำดีต่าง ๆ ของเธอผลบุญที่ได้มา ก็จะเป็นเฉพาะสำหรับตัวเธอ และการทำดีนั้นมันก็ไม่ได้ยากอะไร เพียงเธอต้องภักดีต่อสามี (ที่มีคุณธรรมและมีศาสนา) ของเธอ
    ...ในขณะที่ชายที่แต่งงานแล้ว นอกจากต้องรับผิดชอบต่อความผิดบาปของตนเอง ก็ยังต้องรับผิดชอบต่อภรรยาของเขา ต่อลูกสาวที่ยังไม่แต่งงาน ต่อลูกชายในวัยก่อนบรรลุศาสนาภาวะ และยังต้องมีส่วนรับผิดชอบในความผิดบาปของภรรยาของเขาอีกด้วย
    ...หญิงที่เป็นภรรยานั้น เธอมีสิทธิ์เด็ดขาดในทรัพย์สินที่เป็นของเธอ เป็นที่ต้องห้ามที่ผู้เป็นสามีจะไปก้าวล่วงโดยไม่ได้รับอนุญาต
    ...ในขณะที่ชายที่เป็นสามี นั้นทรัพย์สินของเขาที่ได้มา บางส่วนในนั้นต้องมอบให้แก่ภรรยาเป็นนัฟเกาะห์ที่เธอต้องได้รับ และสามีจะปฏิเสธเธอไม่ได้...เป็นต้น
    นอกเหนือจากนี้...
           
     เธอได้รับเกียรติ์อันมากมายนัก  (หากเธอรู้)...
     
    ...ผู้หญิงนั้นต้องตออัตต่อสามี (ก็จริงอยู่) ...แต่เธอก็อย่าลืมว่าผู้เป็นแม่ (นั่นก็คือผู้หญิง) นั้นคือผู้ที่อิสลามสั่งให้ผู้เป็นบุตรต้องตออัตมากกว่าผู้เป็นพ่อถึง 3 เท่า
    ...ผู้หญิงนั้นได้รับมรดกน้อยกว่าผู้ชาย (ก็จริงอยู่)  ...แต่เธอก็อย่าลืมว่าทรัพย์สินใด ๆ ในความครอบครองของเธอนั้น ต่อไปในอนาคต (เมื่อเธอมีครอบครัว) สิ่งเหล่านั้นก็จะเป็นสิทธิเฉพาะสำหรับตัวของเธอ ที่ผู้เป็นสามีไม่มีสิทธิจะไปก้าวล่วงได้  แต่เธอก็ยังมีสิทธิ์ในทรัพย์สินของผู้เป็นสามี (ซึ่งส่วนหนึ่งก็คือมาจากมรดกของเขาในอดีตนั่นเอง) อีกด้วย
    ...ผู้หญิงต้องรับภาระที่หนักมากในการอุ้มท้องและการคลอดลูก (ก็จริงอยู่)  ...แต่เธอก็อย่าลืมว่าทุกวินาทีแห่งการตั้งครรภ์ ความเจ็บปวดจากการคลอด และตลอดเวลาของการทำหน้าที่เป็นแม่นั้นเธอจะอยู่ในความเมตตาของพระองค์อัลลอฮฺและได้รับการดุอาอจากบรรดามาลาอีกะห์อยู่เสมอ...เป็นต้น
     
       แล้ววันนี้เธอยังต้องการสิ่งใดอีกหรือ...
       แล้ววันนี้เธอยังไม่ได้รับความเป็นธรรมอีกหรือ...
       แล้ววันนี้เธอยังเสียเวลาออกมาเดินประท้วงกันอีกหรือ...
     
    ...แทนที่เธอจะเอาเท้าไปเดินประท้วงเรียกร้องความเป็นธรรมบนท้องถนน...เธอน่าจะเอาเท้ามาเดินคู่กับสามีเพื่อเป็นกำลังใจให้เขาได้ทำงานเพื่อพระองค์อัลลอฮฺไม่ดีกว่าหรือ.
    ...แทนที่เธอจะเอามือไปถือป้ายเพื่อประท้วงเรียกร้องความเป็นธรรม...เธอน่าจะเอามือมาขอดุอาห์เพื่อขอบคุณต่อพระองค์อัลลอฮฺที่ให้เกีรยติ์แก่เธอมากมายไม่ดีกว่าหรือ.
    ...แทนที่เธอจะเอาปากไปตะโกนโหวกเหวกเพื่อสื่อให้ผู้อื่นรู้ว่าเธอเป็นเพศที่ถูกเอาเปรียบ...เธอน่าจะเอาปากมาพูดตักเตือนลูก ๆ ของเธอให้เป็นบ่าวที่ศรัทธาต่อพระองค์อัลลอฮฺไม่ดีกว่าหรือ.
     

    "วัลลอฮุอะห์ลัม"