SKSM's profile"THE HOLY AL-QURAN IS TH...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
|
November 04 การระบุเพศทารกในครรภ์มารดา
การระบุเพศทารกในครรภ์ ตอบคำถามโดย ชัยค มูฮัมหมัด ศอลิหฺ อัลมุนัจญิด SKSM แปลและเรียบเรียง คำถาม : อัสลามุอะลัยกุม ชัยคฺที่เคารพ ในคัมภีร์อัลกุรอานกล่าวไว้ว่ามีเฉพาะอัลลอฮฺเท่านั้นที่รู้ว่าทารกในครรภ์มารดานั้นจะเป็นเพศชายหรือเพศหญิง แต่ในปัจจุบันนี้ด้วยกับเทคโนโลยีที่เรามีอยู่ (เช่น เครื่องอุลตร้าซาวด์, เครื่องเอกซ์เรย์ และเครื่องมือเทคโนโลยีอันทันสมัยอื่นๆ) ทำให้แพทย์สามารถที่จะบอกได้ว่าทารกในครรภ์เป็นเพศอะไร? ในเมื่อเครื่องมือทางวิทยาการใหม่ ๆ เหล่านี้ก็สามารถทำสิ่งนี้ได้เช่นกัน แล้วเราจะอธิบายข้อเท็จจริงที่มีต่อประเด็นนี้ของคัมภีร์อัลกุรอานว่าอย่างไร ? ญาซากัลลอฮุค็อยร็อน คำตอบ : ท่านอิบนุอุมัร (รอฎิยัลลอฮุ อันฮุมา) กล่าวว่า ท่านร่อซูลุลลลฮฺ ศ็อลลอลลฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ได้กล่าวว่า “กุญแจแห่งสิ่งเร้นลับมีอยู่ 5 อย่าง ไม่มีผู้ใดรู้สิ่งดังกล่าวนั้นได้นอกจากอัลลอฮฺ ตะอาลา คือ : ไม่มีใครรู้ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ นอกจากอัลลอฮฺ, ไม่มีใครรู้ถึงสิ่งที่อยู่ในครรภ์ นอกจากอัลลอฮฺ, ไม่มีใครรู้ว่าเมื่อไร่ฝนจะตก นอกจากอัลลอฮฺ, ไม่มีใครรู้ว่า ณ แผ่นดินใดที่เขาจะตาย, และไม่มีใครรู้ว่าเมื่อไหร่วันสิ้นโลกจะมาถึง นอกจากอัลลอฮฺ” (รายงานโดย อัลบุคอรี) อัลบุคอรียังได้รายงานไว้อีกสำนวนหนึ่งของฮาดิษนี้: “กุญแจแห่งสิ่งเร้นลับมีอยู่ 5 อย่าง” แล้วท่านก็อ่านอายะห์นี้ตามมา... “แท้จริง อัลลอฮฺนั้น ความรู้แห่งวันอวสานมีอยู่ ณ ที่พระองค์ และพระองค์ทรงประทานฝนลงมา และพระองค์ท มีเพียงอัลลอฮฺผู้เดียวเท่านั้นที่ล่วงรู้ในสิ่งเร้นลับ พระองค์ทรงกล่าวว่า “จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมมัด) ว่าไม่มีผู้ใดทั้งในชั้นฟ้าทั้งหลายและในแผ่นดินที่จะล่วงรู้ในสิ่งพ้นญาณวิสัยได้ นอกจากอัลลอฮฺ ,และพวกเขาก็จะไม่รู้ว่าเมื่อใดที่พวกเขาจะถูกทำให้ฟื้นคืนชีพ (ขึ้นมาอีกครั้ง)” (ซุเราะฮฺอัน-นัมลฺ : 65) ซึ่งสิ่งพ้นญาณวิสัยดังที่ถูกกล่าวถึงในอายะห์นี้ ก็เช่นเดียวกับสิ่งเร้นลับดังที่พระองค์ทรงกล่าวไว้แล้วในซูเราะฮฺลุกมาน มาถึงประเด็นที่เรากำลังให้ความสนใจ เราสามารถกล่าวได้ว่า สิ่งที่แพทย์สามารถรู้ถึงเพศของทารกในครรภ์ได้นั้นก็ด้วยการใช้เครื่องเอกซ์เรย์ หรืออุลตร้าซาวด์ช่วย แต่เราต้องตระหนักด้วยว่าสิ่งที่แพทย์ทราบนี้มันก็ยังคงคลุมเครืออยู่และไม่ได้สมบูรณ์เสียทีเดียว แพทย์เองก็อาจเกิดความผิดพลาดได้ ดังที่ได้เกิดขึ้นในหลายๆกรณี ยิ่งกว่านั้น แพทย์จะสามารถใช้เครื่องมือเหล่านี้เพื่อตรวจดูเพศของทารกได้ก็ต่อเมื่อหลังจากที่อายุครรภ์ได้ผ่านไปแล้วระยะหนึ่งเท่านั้น และก็ไม่สามารถที่จะตรวจดูที่อายุครรภ์ก่อนหน้านั้นได้ ถึงแม้ว่าแพทย์จะทราบว่าทารกเป็นเพศชายหรือเพศหญิงแล้ว แต่เขาก็ไม่อาจจะรู้ได้ว่าทารกนั้นจะอยู่ในครรภ์จนถึงอายุครรภ์ที่ครบกำหนดตามปกติหรือไม่ หรือคลอดออกมาแล้วเด็กจะมีชีวิตรอดอยู่หรือว่าต้องตายตั้งแต่แรกเกิด แพทย์ไม่อาจจะทราบระยะเวลาที่แน่นอนที่ทารกจะอยู่ในครรภ์ของมารดาได้ พวกเขาไม่สามารถจะบอกอะไรได้เลยนอกจากเป็นเพียงการคาดคะเนและข้อสันนิษฐานเท่านั้น แพทย์ไม่อาจจะรู้ได้ว่าเด็กที่คลอดมานั้นจะสามารถมีชีวิตไปได้นานอีกกี่ปี ต่อไปเขาจะมีลักษณะนิสัยใจคอหรือฐานะความเป็นอยู่อย่างไร หรือแม้กระทั่งสุดท้ายหลังจากเสียชีวิตไปแล้วเขาจะได้เป็นชาวสวรรค์หรือชาวนรก ความรู้ที่เกี่ยวกับสิ่งที่อยู่ในครรภ์นั้น ไม่ใช่เพียงแค่จะรู้ว่าทารกนั้นเป็นเพศชายหรือหญิงเท่านั้น ที่จริงมันกว้างกว่านั้นมาก ซึ่งสิ่งนั้นไม่มีผู้ใดจะสามารถล่วงรู้ได้นอกจากอัลลอฮฺเท่านั้น พระองค์ทรงกล่าวว่า “อัลลอฮฺทรงรอบรู้สิ่งที่ผู้หญิงทุกคนอุ้มครรภ์ไว้ และที่บรรดามดลูกคลอดก่อนกำหนดและที่เกินกำหนด และทุก ๆ สิ่ง ณ ที่พระองค์นั้นมีการกำหนดภาวะไว้แล้ว” (ซูเราะฮฺ อัร-เราะดฺ : 8) ท่านอิหม่าม อิบนุ กะษีร (ขออัลลอฮฺทรงเมตตาท่าน)ได้กล่าวไว้ในหนังสือตัฟซีรของท่านเกี่ยวกับอายะฮฺนี้ว่า “อัลลอฮฺกำลังบอกเราในที่นี้ถึงความรู้อันสมบูรณ์ของพระองค์ ไม่มีอะไรที่จะสามารถซ่อนเร้นจากพระองค์ไปได้ และพระองค์ทรงรู้ในทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในมดลูกของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด พระองค์ทรงรู้ว่าทารกเป็นเพศหญิงหรือชาย ดีชั่วอย่างไร ถูกกำหนดไว้ว่าเป็นชาวสวรรค์หรือนรก มีชีวิตยืนยาวแค่ใหน” พระองค์ทรงกล่าวว่า “พระองค์ทรงรู้จักพวกเจ้าดียิ่ง เมื่อครั้งบังเกิดพวกเจ้าจากแผ่นดิน และเมื่อครั้งพวกเจ้าเป็นทารกอยู่ในครรภ์ของมารดาของพวกเจ้าดังนั้นพวกเจ้าอย่าแสดงความบริสุทธิ์แก่ตัวของพวกเจ้าเอง เพราะพระองค์ทรงรู้ดียิ่งถึงผู้ที่มีความยำเกรง” (ซูเราะฮฺอัน-นัจมฺ : 32) รา มุสลิมทุกคนจะต้องมีความศรัทธาที่มั่นคง โดยปราศจากความสงสัยใด ๆ ว่าสิ่งที่ท่านศาสนฑูต(ศ็อลลอลลฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม) กล่าวนั้นเป็น “วะฮียฺ” (วิวรณ์) ที่อัลลอฮฺทรงนำมายังท่าน ดังที่อัลลอฮฺกล่าวว่า “ขอสาบานด้วยดวงดาวเมื่อมันคล้อยตกลงมา สหาย (มุฮัมมัด) ของพวกเจ้า มิได้หลงผิดและเชื่อมั่นในทางที่ผิด และเขามิได้พูดตามอารมณ์ (ของเขาเอง) อัลกุรอานมิใช่อื่นใดนอกจากเป็นวะฮียที่ถูกประทานลงมา” (ซูเราะฮฺอัน-นัจมฺ : 1-4).
October 27 การพิสูจน์สัจธรรมของอัลกุรอาน
การพิสูจน์สัจธรรมของอัลกุรอาน
วิทยาศาสตร์ที่แท้จริงซึ่งจะนำไปสู่อัลกุรอานนั้นไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะคัมภีร์เล่มนี้นำเสนอบางสิ่งซึ่งคัมภีร์ของศาสนาอื่นไม่ได้เสนอในลักษณะที่ชี้เฉพาะลงไป วิธีการนี้เป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ต่างเรียกร้อง ในปัจจุบันมีผู้คนมากมายที่มีแนวคิดและทฤษฎีต่าง ๆ เกี่ยวกับการดำเนินไปของจักรวาล กลุ่มคนเหล่านี้ค่อนข้างมีความเข้าใจในภาพรวมของสิ่งเหล่านี้ แต่ถึงอย่างไรก็ตามในหมู่นักวิทยาศาสตร์วิทยาศาสตร์เองนั้นกลับไม่ค่อยจะรับฟังพวกเขามากนัก ทั้งนี้เนื่องจากในช่วงศตวรรษที่ผ่านมาเหล่านักวิทยาศาสตร์ได้เรียกร้องวิธีการที่เรียกว่า “test of falsification” (การทดสอบเพื่อหาข้อผิดพลาด) พวกเขากล่าวว่า “หาก คุณเสนอทฤษฎีใด ๆ ขึ้นมาทฤษฎีหนึ่ง เราจะยังคงไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่คุณบอกมา จนกว่าคุณจะสามารถหาข้อพิสูจน์ที่สมเหตุสมผลและน่าเชื่อถือมายืนยันได้ว่า ทฤษฎีของคุณนั้นผิดหรือถูก? การพิสูจน์ควา แท้จริงแล้ว นี่เป็นการท้าทายหาข้อผิดพลาดของคัมภีร์อัลกุรอาน (“falsification tests”) บางอย่างได้รับการพิสูจน์มาแล้ว และบางอย่างก็ยังคงต้องรอการพิสูจน์อยู่จนถึงทุกวันนี้ โดยพื้นฐานแล้ว "หากคัมภีร์เล่มนี้ยังไม่ได้แสดงสิ่งใดดังที่กล่าวอ้างเอาไว้, คุณก็ควรจะทำสิ่งนี้ หรือสิ่งนั้น หรืออย่างนี้ เพื่อที่คุณจะได้พิสูจน์ว่าอัลกุรอานนั้นมีความผิดพลาด” แต่เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าในช่วงเวลากว่า 1,400 ปีที่ผ่านมากลับยังไม่มีใครสักคนที่สามารถจะทำหรือแสดง "สิ่งนี้ หรือ สิ่งนั้น หรืออย่างนี้" ตามคำท้าทายนั้นได้เลย เพราะฉะนั้นคัมภีร์อัลกุรอานจึงยังคงถูกต้องและเป็นจริงอยู่ต่อไป การทดสอบเพื่อพิสูจน์ว่าเป็นความจริง เรา ขอแนะนำท่านว่า หากวันหนึ่งมีใครมาโต้เถียงกับท่านเกี่ยวกับอิสลาม และเขาอ้างว่าเขาครอบครองสัจธรรมและกล่าวว่าท่านนั้นกำลังอยู่ในความมืดมน แรกสุดคุณต้องยุติข้อขัดแย้งอื่นๆทั้งหมดเสียก่อน แล้วทำตามคำแนะนำดังนี้ จงถามเขากลับไปว่า "ในศาสนาของท่าน มีการทดสอบด้วยหลักการ พิสูจน์ว่าจริงเท็จ(falsification test) ใดๆ หรือไม่ ? และถ้ามีในสิ่งเหล่านั้น ถ้าสมมติฉันสามารถพิสูจน์ด้วยหลักการนี้ได้ว่ามันผิด คุณจะยังคงยืนหยัดกับสิ่งนั้นอยู่อีกหรือไม่ ?” ถึงตอนนี้ แน่นอนข้าพเจ้าสามารถยืนยันได้เลยว่าพวกเขาเหล่านั้นไม่มีสิ่งใด ไม่เคยมีการตรวจสอบ ไม่เคยมีการพิสูจน์ลักษณะนี้อย่างแน่นอน ! ทั้งนี้เพราะว่าพวกเขาเหล่านั้น ไม่ได้คิดว่า พวกเขาไม่ควรที่จะนำเสนอแค่เฉพาะสิ่งที่พวกเขาเชื่อเท่านั้น แต่ควรจะเปิดโอกาสให้มีการพิสูจน์ข้อเท็จจริงอีกด้วย แต่อิสลามกลับเสนอสิ่งนี้ ตัวอย่างอันยอดเยี่ยมที่แสดงให้เห็นว่าอิสลามเปิดโอกาสให้มนุษย์พิสูจน์ถึงความแท้จริงและถูกต้องของคัมภีร์อัลกุรอาน) และ “ท้าทายให้หาข้อผิดพลาด” ดังปรากฏอยู่ในบทที่ 4 ของคัมภีร์เล่มนี้, และด้วยความบริสุทธิ์ใจ ข้าพเจ้า (ดร.แกรี่ มิลเลอร์) รู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่งในครั้งแรกที่ได้มาพบกับการท้าทายนี้ ซึ่งกล่าวว่า: "พวกเขาไม่พิจารณาดูอัลกุรอานบ้างหรือ ? และหากมันมาจากผู้อื่นนอกจากอัลลอฮฺแล้ว, แน่นอนพวกเขาก็จะได้พบกับความขัดแย้งอันมากมายในนั้น. (บทอัน-นิสาอฺ, 4:82): นี่คือการท้าทายอย่างชัดแจ้งต่อผู้ไม่ใช่มุสลิม โดยพื้นฐานแล้ว คัมภีร์เล่มนี้ได้เชิญชวนให้พวกเขาค้นหาข้อผิดพลาดในนั้น แต่ความเป็นจริงที่เกิดขึ้น กลับเป็นการท้าทายที่สาหัสและยากยิ่งสำหรับพวกเขา เราจะเห็นว่าลักษณะการนำเสนอโดยการท้าทายอย่างองอาจเช่นนี้ โดยพื้นฐานแล้ว เราไม่อาจจะพบได้ในธรรมชาติของความเป็นมนุษย์และยังไม่สอดคล้องกับบุคลิกภาพของคนโดยทั่วไป ดังเช่นนักเรียนคนหนึ่งที่หลังจากการสอบสิ้นสุดลง เขาก็ได้เขียนข้อความสั้น ๆ ไปท้าทายอาจารย์ผู้สอนว่า "การสอบครั้งนี้สมบูรณ์ ไม่มีข้อผิดพลาดใดๆเลยในข้อสอบนี้ ลองหาข้อผิดพลาดมาสักข้อหากว่าอาจารย์ทำได้ !” แน่นอนอาจารย์ผู้ถูกท้าท่านนั้นจะไม่หลับไม่นอนเป็นแน่ จนกว่าจะค้นพบข้อผิดพลาดนั้น! และด้วยลักษณะ (การท้าทาย) เดียวกันนี้เองที่อัลกุรอานใช้กับมนุษย์ ........................................................................................................................................................................................... Ref. ; http://www.cyberistan.org/islamic/amazingq.htm (ในหัวข้อ scienctific approach to the Qur'an และ falsification test) '''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''' Note ; ศึกษาประวัติผู้เขียนบทความเพิ่มเติมที่ http://www.newmuslimthailand.com/main/thirdpage.php?style=preview&spv=29&tpv=354
October 24 วิทยาศาสตร์...หนึ่งในความรู้ที่มาคู่ อัล-กุรอ่านวิทยาศาสตร์...หนึ่งในความรู้ที่มาคู่ อัล-กุรอ่าน By ; Dr.SKSM "อิสลามพยายามที่จะสอนให้อิงกับเรื่องวิทยาศาสตร์และการแพทย์ตะหาก...แล้วมาบอกว่าความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และการแพทย์มาจากคัมภีร์กุรอ่าน” ท่านเคยได้ยินคำพูดประมาณนี้มาบ้างหรือเปล่า...หากเคยได้ยิน (เหมือนกับที่ผมเคยได้ยินมา) คงต้องบอกเลยว่าคำพูดเช่นนี้เป็นคำพูดซึ่งออกมาจากปากผู้ที่ยังไม่เข้าใจอิสลามดีพอ หรือแย่หน่อยก็อาจจะเป็นหนึ่งในความต้องการที่จะโจมตีอิสลาม ทั้ง ๆ ที่เขายังไม่ทันคิดที่จะทำความเข้าใจมันให้ดีพอซะด้วยซ้ำ (ผมคงไม่ได้มองโลกในแง่ร้ายเกินไปนัก...แต่ประสบการณ์มันบอกมาย่างนี้จริง ๆ) มันจะเป็นอย่างนั้นได้อย่างไรที่ว่าอิสลามพยามยามสอนให้อิงกับวิทยาศาสตร์ ในเมื่อวิชาการด้านวิทยาศาสตร์และการแพทย์นั้นมนุษย์เพิ่งจะเข้าใจเมื่อศตวรรษที่ 20 ที่ผ่านมานี่เอง แต่ว่า อัลกุรอานถูกประทานลงมาจากอัลลอฮ์ ผู้ทรงอภิบาลแห่งสากลจักรวาลมาเป็นระยะเวลามากกว่าหนึ่งพันสี่ร้อยกว่าปีมาแล้ว (อัลกุรอ่านถูกประทานให้ท่านศาสนทูตมา 1400 กว่าปี) โดยเฉพาะความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และการแพทย์ ที่บรรดานักวิทยาศาสตร์ชาวตะวันตกอ้างว่าเป็นทฤษฏีของพวกเขาที่คิดค้นได้เองนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นความรู้ไปจากนักวิชาการมุสลิมชาวอาหรับ ครั้งที่อาณาจักรอิสลามเคยเจริญรุ่งเรื่องที่สุดในยุโรป แล้วพวกเขาก็อ้างว่าเป็นความคิดของตนค้นคิดขึ้นมา ซึ่งในช่วงคริสตศตวรรษที่ 5-15 ยุโรปจะเรียกยุคนั้นว่า "ยุคมืด"...ซึ่งที่จริงในช่วงพันปีนั้น ยุโรปถูกยึดครงวัฒนธรรมและวิทยาศาสตร์ของอิสลาม...แต่ชาวยุโรปก็ขี้ขลาดเกินกว่าจะยอมรับว่าตัวเองรับวัฒนธรรมและความรู้มาจากิสลาม จึงขนานนามยุคดังกล่าวว่าเป็น "ยุคมืด"...จนกระทั่ง Renee Descarte หาวิธีพยายามหาวิธีตอบคำถามที่เขาตั้งเองว่า "I think there for I am" (ฉันคิด ฉันจึงมีอยู่) นั่นแล ชาวยุโรปจึงรู้สึกโล่งอก...เลยพาดีใจกันยกใหญ่...ถึงกับเรียกว่าเป็น "ยุครู้แจ้ง" กันเลยทีเดียว จากประสบการณ์ของผมทำให้พอทราบว่า ผู้ที่ไม่รู้และไม่เข้าใจในคัมภีร์อัล-กุรอ่านหลาย ๆ คนอาจเข้าใจว่าในคัมภีร์อัล-กุรอ่านนั้นมีแต่การกล่าวถึงเรื่องพระเจ้า หรือเรื่องเหนือสติปัญญาของมนุษย์และคนมุสลิมก็คงจะอ่านมันไปเรื่อย ๆ ทั้ง ๆ ที่ไม่มีการพิสูจน์ใด ๆ ทางวิทยาศาสตร์หรือวิทยาการสมัยใหม่ แต่ปล่าวเลย...วิทยาศาสตร์และวิทยาการสมัยใหม่เหล่านี้นี่เองที่กลับมาเป็นสิ่งยืนยันความจริงของคัมภีร์เล่มนี้ ทีนี้เราลองหันมามองดูคัมภีร์เล่มนี้กัน...ซึ่งหากเราลองพิจารณาสำนวนโองการอัล-กุรอ่านหลาย ๆ โองการแล้ว เราจะพบว่าอัล-กุรอ่านได้จัดหมวดหมู่ในเรื่องราวที่กล่าวไว้ภายในออกเป็นหลาย ๆ เรื่อง ยกตัวอย่างเช่น หมวดที่ว่าด้วยเรื่องการศรัทธา , ว่าด้วยเรื่องการทำอิบาดัต (การปฏิบัตทางศาสนา) , ว่าด้วยเรื่องจริยธรรม (ทั้งมนุษย์ต่อมนุษย์ ,มนุษย์ต่อพระเจ้า) , เรื่องการประกอบธุรกิจ, เรื่องทางกฎหมายที่ว่าด้วยมรดก ,เรื่องครอบครัว และเรื่องอื่น ๆ ทั้งหมดนั้นมีการกล่าวในรูปสำนวนที่เป็นกฎและมีความหมายชัดเจน... แต่เมื่อเราพิจารณาโองการที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ การเนรมิตโลกและจักรวาลทั้งมวลนั้น เรากลับพบรูปสำนวน วาทศิลป์ ที่สร้างความอัศจรรย์อย่างมาก ซึ่งนักวิชาการในแต่ละยุค เข้าใจและอธิบายความหมายตามความเหมาะสมกับความรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ในยุคนั้น ๆ ตามแต่ที่วิทยาการในช่วงสมัยนั้นจะสามารถอธิบายได้ และความหมายของโองการที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ ก็ยังมีความกว้างขวางให้มนุษย์ได้ทดลองและพิสูจน์ในทุก ๆ สถานที่และทุกยุคทุกสมัย อัลลอฮ์(ซบ) ทรงชี้นำมนุษย์ทั่วสากลจักรวาล เกี่ยวกับเรื่องวิทยาศาสตร์ และมนุษย์ สามารถศึกษาค้นคว้าและพิสูจน์ได้ กระทั่งรับรุ้ได้ว่าสิ่งที่อัลลอฮ์ ตาอาลา ดำรัสไว้ในอัลกุรอานนั้นคือ สิ่งมหัศจรรย์และเป็นสิ่งชี้นำมนุษย์ โองการหนึ่งในซูเราะห์ ฟุซซิลัต อายะห์ที่ 53 พระองค์ได้ตรัสความว่า “ต่อไปเราจะทำให้พวกเขามองเห็นสัญลักษณ์ต่างๆของเรา ซึ่งมีอยุ่ในด้านต่างๆ (ของจักรวาล) และในตัวพวกเขาเองจนกระทั่งได้ประจักษ์ชัดแก่พวกเขาว่า แท้จริงอัลกุรอานเป็นสัจธรรม(ที่พิสูจน์ได้ในทุกสภาวะ) ยังไม่เพียงพออีกหรือที่องค์อภิบาลของเจ้าทรงเป็นสักขีพยานเหนือทุกสิ่ง” จะเห็นได้ว่าพระองค์ไม่ได้สั่งให้เราเชื่อในสิ่งลี้ลับอย่างงมงาย หรือไร้หลักเกณฑ์ใด ๆ ที่จะสามารถมาพิสูจน์ได้ แต่พระองัลลฮ (ซบ) ได้ทรงใช้ให้เราตรึกตรอง ทรงใช้ให้สังเกตุสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงบันดาลมันขึ้นมาว่า มีระบบและขั้นตอนอย่างไร ซึ่งรวมถึงชีวิตของเราทุกคนด้วย ไม่ใช่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมาเป็นเพราะธรรมชาติให้มันเป็นไป แต่ว่าจริง ๆ สรรพสิ่งทั้งหลายได้ดำเนินไปตามระบบและกฎเกณฑ์ ซึ่งพระองค์ได้ทรงวางไว้แล้ว ทรงควบคุมและดูแล กระทั่งเกิดความสมดุลย์ และเหมาะสมต่อบ่าวของพระองค์ ดังโองการใน ซูเราะห์ อัล อังกะบูต อายะห์ที่ 20 พระงค์ได้ตรัสความว่า "จงประกาศเถิด พวกเจ้าทั้งหลายจงดำเนินไปในผืนแผ่นดิน แล้วจงพิจารณาว่า พระองค์ทรงบังเกิดสรรพสิ่งทั้งหลายอย่างไร” และหากเมื่อใดที่มีผู้สงสัยว่าคัมภีร์เล่มนี้มันจะมาจากผู้เป็นเจ้าจริงเหรอ...หรือมนุษย์แต่งขึ้นมเอง พระองค์ก็ได้กล่าวไว้อย่างหนักแน่นว่า “นี่คือคัมภีร์ (ของอัลลอฮฺ) ที่ไม่มีข้อเคลือบแคลงสงสัยอยู่ในนั้น” (อัล-กุรอ่าน ซูเราะฮฺบากอเราะฮฺ : 2) ทั้งที่จริง แม้พระองค์ไม่กล่าวอย่างนี้ มนุษย์ผู้มีความศรัทธาก็สามารถวิเคราะห์ได้แล้วถึงความเป็นจริงที่ในบทต่าง ๆ ของมันมาตรงกับความเป็นจริงของวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน โองการที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์มีมากมายเกือบหนึ่งพันโองการ ซึ่งอัลลอฮ (ซบ) ทรงแจ้งเรื่องที่อยู่นอกเหนือความสามารถของมนุษย์ ให้มนุษย์ได้รับรู้ ซึ่งหากจะหยิบยกมานำเสนอบางโองการ ซึ่งบอกว่าโลกและจักรวาลทั้งมวลนั้น เกิดขึ้นด้วยการบันดาลของพระองค์อัลลอฮ (ซบ) ดังในโองการหนึ่งของซูเราะห์ อัล อะรอฟ อายะห์ที่ 54 ความว่า “แท้จริง องค์อภิบาลของพวกเจ้าคืออัลลอฮ์ ซึ่งทรงบันดาลชั้นฟ้าและแผ่นดิน ในหกวัน จากนั้นพระองค์ทรงใช้อำนาจการปกครอง (สรรพสิ่ง) เหนือบัลลังก์ พระองค์ทรงให้กลางคืนครอบคลุมกลางวัน ซึ่ง กลางคืนกับกลางวัน ได้ตามติดกันอย่างรวดเร็ว และทรงสร้าง ดวงตะวัน ดวงเดือน และดวงดาว ซึ่งยอมอยู่ใต้บัญชาของพระองค์ (ให้ทุกสิ่งอำนวยประโยชน์แก่มนุษย์) ด้วยคำบัญชาของพระองค์ พึงสังวรเถิด พระองค์ทรงสิทธิ์ ในการบันดาลและบัญชา อัลลอฮ์ทรงจำเริญยิ่ง ทรงเป็นองค์อภิบาลโลกทั้งหลาย” จากโองการนี้เราได้รับรู้ว่า จักรวาลนี้มีผู้สร้าง ผู้บันดาลมันขึ้นมาและมีผุ้ดูแลควบคุมระบบทั้งหมด ดังนั้นลองมาศึกษาโองการอื่น ๆ อีก ว่าโลกนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร เรามาดูในซุเราะห์ อัล อัมบิยาอ์ อายะห์ที่30 พระองค์ทรงตรัสความว่า “บรรดาพวกที่ไร้ศรัทธาไม่สังเกตหรอกหรือว่า แท้จริง ฟากฟ้าและแผ่นดิน แต่เดิมผนึกเป็นชิ้นเดียวกันต่อมาเราก็จัดการแยกมันทั้งสอง (ออกจากกัน) และเราได้บันดาลทุกสิ่งที่มีชีวิตจากน้ำ แล้วไฉนเล่าพวกเขาจึงไม่ศรัทธา” จากโองการนี้อีกเช่นกัน เราสังเกตได้ว่า อัลลอฮ (ซบ) ได้บอกให้เราได้ทราบว่า “ฟากฟ้าและแผ่นดินเดิมนั้นผนึกเป็นชิ้นเดียวกัน” นั่นคือก่อนที่โลกเราจะมีเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาให้เห็นทุกวันนี้ แต่เดิมเริ่มด้วยการรวมตัวกันของวัตถุธาตุ และมวลสารต่างๆ รวมถึงกลุ่มก๊าซต่าง ๆ จนกระทั่งเกิดความหนาแน่น และทั้งหมดก็ได้ผนึกเป็นก้อน เดียวกัน และต่อจากนั้น พระองค์ดำรัสว่า “เราจัดการแยกมันทั้งสอง” นั่นคือเป็นช่วงระยะการแยกตัวของ วัตถุและกลุ่มก๊าซ จนเป็นหมอกเพลิง (ตามที่นักวิทยาศาสตร์พยายามให้คำอธิบายในเรื่องว่าเป็นทฤษฎี Big Bang) และได้กลายเป็นท้องฟ้าและแผ่นดินในที่สุด เมื่อวัตถุรวมตัวเป็นกลุ่มก้อน จนกระทั่งเป็นพื้นดินแล้ว อัลลอฮ(ซบ) ก็ได้บันดาลปัจจัยต่างๆอย่างสมบูรณ์ให้แก่บ่าวของพระองค์ ให้อยู่ในแผ่นดิน ดังที่พระองค์ ได้แจ้งให้เราทราบในซูเราะห์ ฟุซซิลต อายะห์ที่ 10 ความว่า “และใน (แผ่นดิน) นั้น พระองค์ทรงทำให้เทือกเขาตั้งมั่นอยู่บนมัน และทรงให้มีความจำเริญในนั้น และทรงกำหนดปัจจัยยังชีพของมันให้มีขึ้นในนั้น ภายในระยะเวลา 4 วัน เพื่อความเท่าเทียมสำหรับผู้ไต่ถาม (ที่จะได้รับสิ่งดังกล่าวไว้อำนวยความประโยชน์)” โลกเราเป็นดาวเคราะห์ดวงหนึ่งที่มีอยู่ในระบบสุริยะจักรวาล และในโลกนี้เองที่ อัลลอฮ(ซบ) ทรงบันดาลให้มีสรรพสิ่งต่างๆที่มีประโยชน์เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นแร่ธาตุที่มีอยู่ในพื้นโลก ก๊าซและธาตุต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำ และออกซิเจนในอากาศ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักสำหรับสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ซึ่งจะพบได้ยากในดาวดวงอื่น และเหตุผลนี้เองดาวดวงอื่นจึงไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่นอกจากโลกใบนี้เท่านั้น หากแต่มีผู้ปฏิเสธที่หลงผิดจำนวนไม่น้อยที่คิดว่าดาวดวงอื่นมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่หรือมีมนุษย์ต่างดาวผู้มีเทคโนโลยีอันทันสมัยอาศัยอยู่ ลองพิจารณาดูเถิดหากเป็นเช่นนั้นท่านคงจะเห็นมนุษย์ต่างดาวตัวเป็น ๆ แวะเวียนมาเที่ยวบนโลก หรือไม่ก็คงบุกเข้ามายึดโลกไปนานแล้วเหมือนกับภาพยนตร์ที่ท่านทั้งหลายเคยดูมา เมื่อปีคริสตศักราช 2001 ที่ผ่านมา องค์การ NASA ได้บันทึกภาพ จุดดับสูญดาวดวงหนึ่งที่อยู่ไกลออกไปประมาณ หนึ่งพันปีแสง ด้วยกล้อง Telescope จากภาพถ่ายจะเห็นการระเบิดของดาวดวงหนึ่งซึ่งการระเบิดของมันนั้นมีกลุ่มควันสีแดง พวยพุ่งออกมาจากจุดศูนย์กลาง และแผ่กระจายออกไปรอบ ๆ ลักษณะคล้ายกลับรูปดอกกุหลาบที่ผลิบานอยู่ซึ่งกลีบดอกของมันมีลักษณะเป็นมันประกายเนื่องจากความร้อนของไฟ ซึ่งปรากฏการณ์แบบนี้ มนุษย์เองก็เพิ่งจะได้เห็นเมื่อไม่นานมานี้ แต่อัลลอฮ์ (ซบ) พระองค์ดำรัสแก่มนุษย์ชาติไว้แล้วเมื่อ พันสี่ร้อยปีที่ผ่านมา ถึงสภาพหนึ่งของวันกิยามะฮ์ ในอายะห์ที่ 37 ซูเราะห์ อัรเราะห์มาน ความว่า "ครั้นเมื่อท้องฟ้าได้แตกกระจายออก มันจะคล้ายกับกุหลาบแดงที่มีลักษณะเป็นมัน" และเหล่านี้ คือแค่ส่วนหนึ่งของความรู้ที่เราจะได้รับจากคัมภีร์แห่งมนุษยชาติเล่มนี้ ขอเพียงแค่เราเปิดใจแล้วพยายามเข้าใจ ก็จะมองเห็นความมหัสจรรย์อันมากมายได้ไม่ยากนัก. Ref ; - บางส่วนของบทความนำมาจากวารสาร "อัลมิฟตาฮ์" ฉบับที่ 9 ประจำปี พ.ศ. 2547 - "ความมหัศจรรย์ของอัลกุร-อาน" โดย ฮารูน ยะห์ยา (แปลโดย ปัญญากร) - "โลกของโซฟี" โดย โยสไตน์ กอร์เดอร์ (แปลโดย สายพิณ ศุพุทธมงคล) ----------------------------------------------------------------------------------- "หากสิ่งใดในบทความนี้เป็นความดีงามนั้น เป็นความเมตตาจากพระองค์อัลลอฮฺ และสิ่งใดไม่ดี มาจากความผิดพลาดและความโง่เขลาของกระผมเอง และจากการล่อลวงของชัยตอนมารร้าย". August 23 สิ่งต่าง ๆ รอบตัวเรา...ต่างก็มีความหมายในตัวของมัน.สิ่งต่าง ๆ รอบตัวเรา...ต่างก็มีความหมายในตัวของมัน.
By ; Dr.SKSM
ทุกสิ่งรอบตัวเรา ต่างก็มีความหมายในตัวของมัน....มีที่มา....และแน่นอน...ต้องมีที่ไป เธอเคยเห็นรถวิ่งบนท้องถนนไหม แน่นอน...เคยเห็นซิ แล้วเธอคิดว่าที่รถมันวิ่งได้นั้นต้องมีคนขับไหม แน่นอน...ไม่มีคนขับมันจะวิ่งได้เหรอ ทีนี้เธอลองแหงนหน้ามองขึ้นไปบนฟ้ากว้างนั่นซิ........ เธอเคยเห็นพระจันทร์ และดวงดาวเหล่านั้นมันโคจรตามวงจรของมันไหม.... อือ...ก็เคยมองพระจันทร์อยู่บ่อย ๆ มันก็สวยดีนะ เวลาพระจันทร์มันเต็มดวงในแต่ละครั้งในรอบวงโคจรของมันนะ แล้วเธอคิดว่าที่พระจันทร์ และดวงดาวนับล้านดวงเหล่านั้นมันโคจรตามวงโคจรของมันอย่างถูกต้องแม่นยำนั้น มันเป็นความบังเอิญที่หลาย ๆ คนที่ไม่รู้จะบอกยังไงเลยยกให้กับคำว่า "ธรรมชาติ" หรือว่ามันเกิดจาก "ผู้มีอำนาจ" ผู้ใดผู้หนึ่งมาจัดระบบมัน และทำให้ทุก ๆ สิ่งในจักรวาลแห่งนี้เป็นไปตามวงโคจรของมัน อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย บ้าซิ...ในจักรวาลแห่งนี้มีดวงดาวและสิ่งต่าง ๆ เป็นล้านล้านอย่าง มันจะบังเอิญได้ไงกัน. นั่นซินะ...มันจะบังเอิญได้ไงกัน ถ้าไม่ใช่เกิดจากความประสงค์ที่จะให้มันเกิดขึ้นอย่างนั้นจาก "ผู้ที่สร้าง" มันมา.....มันก็คงไม่ต่างอะไรกับที่เราเห็นรถที่วิ่งอยู่ตามท้องถนน....แน่นอนเราเชื่อว่ารถเหล่านั้นต้องมีผู้สร้างมันมา และที่สร้างมาก็ต้องมีจุดประสงค์ของเขา ฉันใดก็ฉันนั้น. ที่ฉันมีชีวิต และฉันมีความหวังอยู่ถึงทุกวันนี้ ฉันก็เชื่อว่า "ต้องมีผู้ที่สร้างฉันมา"....สร้างให้ฉันมีตัวตน และมีความคิด...สร้างฉันขึ้นมาด้วยความมหัศจรรย์ยิ่งกว่าสิ่งใด ๆ ที่ฉันเคยพบ.... เธอลองคิดดูซิว่ามันน่ามหัศจรรย์หรือเปล่าที่ครั้งหนึ่ง เมื่อหลายปีที่ผ่านมา มีตัวอะไรก็ไม่รู้ ตัวเล็ก ๆ ตัวหนึ่ง...ซึ่งหลายคนเรียกมันว่า "สเปิร์ม"...ได้ไปผสมกับก้อน ๆ หนึ่ง...ซึ่งหลายคนตั้งชื่อให้มันว่า "ไข่"...และเมื่อนั้นแหละความมหัศจรรย์ที่กำลังเริ่มขึ้น...แต่ไม่หรอก...ที่จริงมันก็น่ามหัศจรรย์ตั้งแต่ ทำไม "เจ้าตัวเล็ก" มันถึงรีบวิ่งไปหา "ไข่"โดยไม่รีรอ ทั้ง ๆ ที่ทั้งคู่ต่างไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ไม่เคยนัดแนะกันมาก่อนว่า "เธอรออยู่นี่นะ วันหนึ่งเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ฉันจะมาหาเธอ...ฉันสัญญา" และก็มีผู้(ที่อยาก)รู้หลายคนพยายามอธิบายว่า "ที่สเปิร์มมันวิ่งไปหาไข่ได้ก็เพราะมีสารบางอย่างที่ไข่หลั่งออกมา เพื่อเรียกให้สเปิร์มไปหา"...และนี่ก็เป็นอีกความมหัศจรรย์หนึ่งที่น่าคิดว่าทำไม ทั้ง ๆ ไข่ไม่เคยรู้จักเจ้าสเปิร์มมาก่อน อีกทั้งยังอยู่ในคนละคน เหมือนอยู่ไกลกันคนละโลก...แต่ไข่ก็สร้างสารที่ช่วยเรียกเจ้าสเปิร์มเข้าไปหา ยังกับว่ารู้จักกันมาแต่ครั้งเก่าก่อน... แล้วเธอคิดว่ามันน่ามหัศจรรย์ไหม ที่อยู่ ๆ หลังจากที่ไข่ กับเจ้าสเปิร์มผสมกันแล้ว...จากลักษณะของมันที่เกิดจากส่วนประกอบที่เรียกว่า "เซลล์" ไม่กี่อัน...แต่เมื่อเวลาผ่านไป จนมาถึงวันนี้...กลับกลายมาเป็น "เซลล์" ต่าง ๆ อย่างมากมายที่เมื่อมันมาประกอบกันแล้วกลายเป็น "ผิวหนัง" ...กลายเป็น "เส้นขน" ...กลายเป็น "กระดูก"...และอีกหลาย ๆ อย่าง และในสิ่งย่อยหลาย ๆ อย่างเหล่านี้เธอเคยสังเกตุเห็นความมหัศจรรย์ถึงหน้าที่และพัฒนาการของมันหรือเปล่า...เอาเป็นว่าฉันจะลองถามเธอก็แล้วกันว่าทำไม "เส้นผม" กับ "ขนคิ้ว" ทั้ง ๆ ที่มันเป็น "ขนเหมือนกัน...แต่การยาวของมันไม่เหมือนกัน...เธอลองไม่ต้องตัดเส้นผมดูซิ มันก็จะยาวต่อไปเรื่อย ๆ...แล้วเธอลองโกนขนคิ้วดูซิ มันจะยาวมาแค่ขนาดหนึ่ง...แล้วมันก็หยุดยาวอย่างอัฒโนมัติ ตามโปรแกรมที่มันถูกตั้งไว้...ทำไมมันเป็นอย่างนี้ละ...นั่นซิ ฉันก็ไม่รู้...เธอช่วยบอกฉันหน่อยได้ไหม... เอะ หรือสิ่งเหล่านี้มันเป็น "ความบังเอิญ" ... ไม่ซิ ต้องพูดว่ามันเป็น "ธรรมชาติ"...อือ มันก็ง่ายดีนะ...เวลาเราไม่เข้าใจอะไร ก็บอกไปว่า "มันเป็นสิ่งที่ธรรมชาติให้มาอย่างนี้อยู่แล้ว...จะไปสงสัยอะไรมาก"... นั่นซินะ จะไปสงสัยอะไรมาก...สำหรับฉันนะเหรอ นอกจากฉันเชื่อว่า "ทุกอย่างต่างก็มีความหมายในตัวของมัน....มีที่มา....และต้องมีที่ไป" แล้ว...ฉันยังเชื่อว่า "ความหมาย"..."ที่มา"..."ที่ไป"...เหล่านั้นต้องมี "ผู้สร้าง" มันมา และ สิ่งถูกสร้างทุกอย่างต่างก็ถูกสร้างอย่างมี "วัตถุประสงค์"... และเมื่อรวมเป็น "มนุษย์" ทั้งตัว อย่างเช่นตัวฉันในวันนี้...ฉันก็เชื่อว่า... ....ฉันคงไม่ถูกสร้างมาเพื่อแค่ให้ลืมตามาดูโลก... ....แล้วแค่ให้เติบโตขึ้นมาเพื่อรู้จักกับผู้คนมากมาย... ....แล้วแค่ให้ปฏิสัมพันธ์กับผู้คนเหล่านั้น... ....แล้วแค่ให้มีชีวิตอยู่เพียงหกสิบกว่าปีแล้วก็หายไปจากโลกใบนี้... มนุษย์โลกแต่ละรุ่น ๆ ที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป...มีความหมายอยู่แค่นี้เองนะหรือ... ถ้าอย่างนั้น ฉันคิดว่าไม่น่าจะต้องเกิดมาเลย...แค่เป็น "เจ้าสเปิร์ม" น้อยก็คงเพียงพอ...มันก็คงไม่ต่างอะไรกันเลยนี่... ....อย่างน้อยเจ้าสเปิร์มก็ได้รู้จักกับเพื่อน ๆ สเปิร์มมากมายหลายร้อยล้านตัว มากกว่าตอนเป็นมนุษย์เสียอีก... ....อย่างน้อยเจ้าสเปิร์มก็ได้ปฏิสัมพันธ์กับ "ไข่" เพื่อนใหม่ของมัน และเป็นเพื่อนที่จริงใจยอมให้เข้าไปในร่างตน เห็นใหม จริงใจกว่าตอนรู้จักกับมุษย์ซะอีก... ....อย่างน้อยเจ้าสเปิร์มและไข่ ก็มีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนชีวิตไปเรื่อย ๆ ในรอบวัน รอบเดือน มีตั้งหลายชีวิต มากกว่าตอนเป็นมนุษย์เสียอีก.... แล้วมนุษย์ละ...มีค่าอยู่แค่นี้เองหรือ... แน่นอนไม่ใช่...เพราะผู้ที่ทรงสร้างมนุษย์มานั้นได้ทรงให้ "ความคิดและสติปัญญา" อันมีค่ามาด้วย...ทำให้มนุษย์นั้นมีสิทธิ์ที่จะคิด และตัดสินใจ ว่าสิ่งใหนจริง...สิ่งใหนเท็จ...สิ่งใหนไม่ขัดกับสติปัญญา...สิ่งใหนไม่เข้ากับสติปัญญา... และในเมื่อเธอเชื่อว่า "รถ" นั้นต้องมี "คนสร้าง"...และมี "คนขับ"...แน่นอน...สติปัญญาเธอก็จะบอกว่า "ทุกสิ่งในจักรวาล" นั้นก็ต้องมี "ผู้สร้าง"...และมี "ผู้ควบคุม" หากวันหนึ่ง...มีคนนำ "รถ" มาให้เธอฟรี ๆ หนึ่งคัน...แน่นอน...เธอก็ต้องขอบคุณเขา และอาจจะตอบแทนเขาด้วยสิ่งของบางอย่าง แล้วที่ทุกวันนี้...ที่มีผู้นำ "ชีวิต" มาให้คุณได้มีอยู่ทุกวันซึ่งค่ากว่ารถเป็นใหน ๆ นั้น...แล้วสติปัญญาของเธอ ไม่นึกขอบคุณผู้ให้บ้างเลยเหรอ... แล้วทีนี้เธอรู้หรือยังละ...ว่าหน้าที่หลักของเธอที่อยู่บนโลกใบนี้คืออะไร... และที่สำคัญ... สิ่งนั้นมันจะทำให้เธอแตกต่างจากสิ่งถูกสร้างอื่น ๆ ...แม้กระทั่ง... ...."เจ้าตัวน้อย"... "จงดูเถิด! แท้จริงในการสร้างบรรดาชั้นฟ้าและแผ่นดิน และการที่กลางวันและกลางคืนตามหลังกันนั้น แน่นอนมีหลายสัญญาณสำหรับผู้มีปัญญา คือบรรดาผู้ที่รำลึกถึงอัลลอฮ์ ทั้งในสภาพยืน และนั่ง และในสภาพที่นอนตะแคง และพวกเขาพินิจพิจารณากัน (ถึงความน่าอัศจรรย์) ในการสร้างบรรดาชั้นฟ้า และแผ่นดิน (โดยกล่าวว่า) โอ้พระเจ้าของพวกเข้าพระองค์ พระองค์มิได้ทรงสร้างสิ่งนี้มาโดยไร้จุดมุ่งหมายเลย! มหาบริสุทธิ์พระองค์ท่าน โปรดทรงคุ้มครองพวกข้าพระองค์ให้พ้นจากการลงโทษแห่งไฟนรกด้วยเถิด " อาละอิมรอน 3 : 190-191. ----------------------------------------------------------------------------------- "หากสิ่งใดในบทความนี้เป็นความดีงามนั้น เป็นความเมตตาจากพระองค์อัอฮฺ และสิ่งได้ไม่ดี มาจากความโง่เขลาของผู้เขียน และจากการล่อลวงของชัยตอนมารร้าย". October 26 เสียง..การได้ยิน.. ขีดจำกัดของมนุษย์ "หะดีษนบีบอกว่า มีเสียงที่มนุษย์เราไม่สามารถรับฟังได้ และวิทยาศาสตร์ก็สามารถอธิบายเสียงนั้นเรียกว่า Infrasonic และ Ultrasonic เป็นสิ่งยืนยันว่าคำกล่าวของนบีไม่มีเท็จ และวิทยาศาสตร์สามารถพิสูจน์ความจริงนั้นได้"
عَنْ عَائِشَةَ قَالَتْ دَخَلَتْ عَلَيَّ عَجُوزَانِ مِنْ عُجُزِ يَهُودِ الْمَدِينَةِ فَقَالَتَا إِنَّ أَهْلَ الْقُبُورِ يُعَذَّبُونَ فِي قُبُورِهِمْ قَالَتْ فَكَذَّبْتُهُمَا وَلَمْ أُنْعِمْ أَنْ أُصَدِّقَهُمَا فَخَرَجَتَا وَدَخَلَ عَلَيَّ رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ فَقُلْتُ لَهُ يَا رَسُولَ اللَّهِ إِنَّ عَجُوزَيْنِ مِنْ عُجُزِ يَهُودِ الْمَدِينَةِ دَخَلَتَا عَلَيَّ فَزَعَمَتَا أَنَّ أَهْلَ الْقُبُورِ يُعَذَّبُونَ فِي قُبُورِهِمْ فَقَالَ صَدَقَتَا إِنَّهُمْ يُعَذَّبُونَ عَذَابًا تَسْمَعُهُ الْبَهَائِمُ قَالَتْ فَمَا رَأَيْتُهُ بَعْدُ فِي صَلَاةٍ إِلَّا يَتَعَوَّذُ مِنْ عَذَابِ الْقَبْرِ
หะดีษนี้ มุสลิมได้จัดอยู่ในกลุ่มหัวข้อ(บาบ) ดุอาขอคุ้มครองจากการถูกลงทรมานในหลุ่มฝังศพ เพราะตอนท้ายของหะดีษนี้ท่านหญิงอาอิชะห์ได้บอกว่า ท่านไม่เคยเห็นเลยว่าท่านนบีจะไม่ขอดุอาให้อัลลอฮคุ้มครองจากการถูกทรมานในหลุ่มฝังศพ(กุโบร์) อย่างเช่น.. หลังละหมาด ก็จะกล่าวว่า.. اللّهُمَّ إِنِّي أَعُوذُ بِكَ مِنْ الْكُفْرِ وَالْفَقْرِ ، اللَّهُمَّ إِنِّي أَعُوذُ بِكَ مِنْ عَذَابِ القَبْرِ ความว่า : “ ข้าแต่อัลลอฮฺ ข้าพระองค์ขอคุ้มครองจากพระองค์ ให้พ้นจากการปฏิเสธการศรัทธา และความยากจน ข้าแต่อัลลอฮฺ ข้าพระองค์ขอคุ้มครองจากพระองค์ ให้พ้นจากการการทรมาณในหลุ่มฝังศพ” แต่ในที่นี้ เราจะมาศึกษาในส่วนคำกล่าวของนบีที่ว่า تَسْمَعُهُ الْبَهَائِمُ (สัตว์จะได้ยินเสียงนั้น) นั้นหมายถึง นอกจากเสียงที่เราได้ยินแล้ว ในโลกนี้ยังมีเสียงที่มนุษย์ไม่ได้ยิน แต่ที่แปลกไปคือเสียงนั้นสัตว์จะได้ยิน
ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า .. "เสียงคืออะไร..เสียงเกิดขึ้นอย่างไร .. มีกี่ชนิดเสียงชนิดใดที่คนเราสามารถรับฟังได้ .. และเสียงชนิดใดที่ไม่สามารถรับฟัง อวัยวะรับรู้สึกทางเสียงของคนเรา ทำงานกันอย่างไร"
จากการศึกษาและค้นคว้าของนักวิทยาศาสตร์ทำให้เราสามารถหาคำตอบที่เกิดขึ้นจากหะดีษนี้ได้ เสียง เป็นพลังงานชนิดหนึ่ง จะอยู่ในรูปคลื่น และคลื่นเสียงเป็นคลื่นตามยาว (Longitudinal Wave) เกิดจากการสั่นสะเทือนของวัตถุ จะเดินทางผ่านตัวกลางทั้งทีเป็นของแข็ง ของเหลวหรืออากาศ (แต่จะไม่มีการเคลื่อนที่ในสุญญากาศ) การเคลื่อนที่ของเสียงเป็นการเคลื่อนที่แบบคลื่น (Traveling Wave) ในการได้ยินของคนเรานั้น ต้องมีต้นกำเนิดเสียง ตัวกลางที่จะนำเสียง และหูที่เป็นเครื่องรับเสียง เมื่อวัตถุ(ต้นกำเนิดเสียง)มีการสั่น เช่น เมื่อตีส้อมเสียง ส้อมเสียงก็จะสั่นทำให้เกิดเสียง อากาศที่อยู่รอบๆส้อมเสียงจะมีการอัดและขยาย · ระดับเสียง(Pitch) หมายถึงเสียงสูง เสียงต่ำ แหล่งกำเนิดเสียงที่มีความถี่สูงจะให้เสียงแหลม และแหล่งกำเนิดเสียงที่มีความถี่ต่ำจะให้เสียงทุ้มความถี่ (Frequency) หมายถึง จำนวนคลื่นที่ผ่านจุดๆหนึ่งในเวลา 1 วินาที มีหน่วยเป็นรอบต่อวินาที (cps) หรือ เฮิร์ทซ์(Hertz ย่อด้วย Hz) ความถี่ของเสียงที่มนุษย์ได้ยินจะอยู่ 20-20,000 Hz · ความดังของเสียง (Loudness) หมายถึง เสียงดัง เสียงค่อย การวัดความดังของเสียง วัดจากจำนวนพลังงานเสียงที่ตกตั้งฉากกับพื้นที่ 1 ตารางหน่วย เรียกว่าความเข้มของเสียง (Intensity) มีหน่วยเป็น เบล เสียงที่มีความเข้มต่ำสุดที่หูคนเราได้ยิน มีค่า เท่ากับ 0 เบล ความเข้มเสียงที่มีขนาดเป็นสิบเท่าของของเสียง 0 เบล จะมีค่า 1 เบล หน่วยเบลแบ่งเล็กลงไปอีก เป็น เดซิเบล ใช้สัญลักษณ์ dB ความเข้มต่ำสุดที่คนเราได้ยิน ก็คือ 0 dB และสูงสุด 120 dB - ลมหายใจปกติ 10 dB (เกือบไม่ได้ยิน) - เสียงพูดคุย 60 dB - เครื่องเจาะถนน 90 dB (ฟังบ่อยๆระบบการได้ยินจะเสื่อม) - เครื่องบินไอพ่นขึ้น 150 dB (เจ็บปวดแก้วหู) คนเราไม่ควรฟังเสียงดังเกินกว่า 85 dB วันละ 8 ชั่วโมง
· หู อวัยวะรับฟังเสียง เป็นความโปรดปรานสิ่งหนึ่งที่อัลลอฮฺได้ประทานแก่มนุษย์
หู สามารถแบ่งได้เป็น 3 ส่วน ทำหน้าที่ต่างกัน 1. หูส่วนนอก ประกอบด้วยใบหู รูหู และเยื่อแก้วหู ใบหู มีหน้าที่ช่วยให้ปริมาณของพลังงานเสียงเข้าไปในรูหูมากที่สุด รูหู มีหน้าที่ให้เสียงเข้ามารวมตัวกันทำให้ความเข้มของเสียงสูงขึ้น เยื่อแก้วหู มีหน้าที่รับการสั่นสะเทือนของพลังงานเสียง เพื่อส่งต่อไปยังหูชั้นกลาง
2. หูชั้นกลาง ประกอบด้วยกระดูกรูปร่างประหลาดสามชิ้น คือ กระดูกฆ้อน กระดูกทั่ง และกระดูกโกลน ทำหน้าที่ถ่ายทอดการสั่นสะเทือนจากแก้วหู ส่งต่อถึงหูชั้นใน 3. หูชั้นใน ประกอบด้วยท่อกลางเป็นขดเรียกว่า คอเคลีย ซึ่งภายในจะมีของเหลวอยู่เต็ม กับท่อรูวงกลม ทั้งสองนี้จะถ่ายทอดการสั่นและส่งต่อไปยังประสาทรับฟัง เพื่อแปลเป็นความหมายต่อไป
คลื่นใต้เสียงและคลื่นเหนือเสียง(Infrasonic and Untrasonic) คลื่นที่อยู่นอกเหนือจากการได้ยินของมนุษย์ ถ้าคลื่นนั้นมีความถี่ต่ำมากๆ ต่ำกว่า 20 Hz เราเรียก คลื่นอินฟราโซนิค(Infrasonic) หรือคลื่นใต้เสียง และคลื่นที่ความถี่สูง สูงกว่า 20,000 Hz เรียกว่า คลื่นอุลตร้าโซนิค (Ultrasonic) หรือคลื่นเหนือเสียง สัตว์บางชนิดเช่นสุนัขสามารถสร้างและรับฟังคลื่นที่มีความถี่ต่ำและสูงกว่าความถี่ที่มนุษย์รับฟังได้
ค้างคาวบางชนิดสามารถส่งเสียงที่มีคลื่นความถี่ถึง 100,000 Hz ความถี่เช่นนี้ค้างคาวจะส่งออกไปเป็นช่วงๆ และการสะท้อนกลับของคลื่นเสียงนี้ทำให้ค้างคาวสามารถรับรู้ว่าอะไรกีดขวางอยู่ หรือว่ารู้ว่าเหยื่ออยู่ตรงไหน จากการศึกษาในค้างคาวชนิด Eptesicus fuscus ในขณะบินอยู่ในอากาศพบว่าค้างคาวชนิดนี้จะส่งเสียงคลื่นสั้นๆ (หรือคลื่นความถี่สูง) ดัง คลิ๊ก..คลิ๊ก..ตลอดเวลาประมาณ 10 ครั่งต่อวินาที และจะเพิ่มเป็น 100 ครั้งต่อวินาทีเมื่อเข้าใกล้เหยื่อ เสียงนี้หูของคนเราไม่สามารถได้ยินได้ แต่สามารถรับรู้ได้โดยการใช้เครื่องมือพิเศษในการับฟัง
เสียงที่เกิดขึ้นจากการลงโทษและทรมานผู้ที่อยู่ในหลุ่มฝังศพ หูของมนุษย์ไม่สามารถที่จะรับรู้หรือได้ยินได้ แต่สัตว์บางชนิดสามารถรับรู้ได้ ดังที่เราเคยได้ยินเสมอๆว่าบางครั้งสุนักร้องเสียงแปลกๆ ที่เราเรียกว่าหอน อาจจะเกิดขึ้นเพราะสุนัขได้ฟังเสียงที่เราไม่มีความสามารถพอที่จะฟังเสียงนั้นได้
By ; Ibm ครูปอเนาะ October 10 ตัวเลขที่น่าสนใจ ในอัล-กุรอ่าน...ตัวเลขที่น่าสนใจ....
จากผลการวิจัยในเชิงวิทยาศาสตร์ที่กระทำกับกุรอาน ในยุกของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนี้ ยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงความมหัศจรรย์ของกุรอาน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเองเป็นผู้พิสูจน์ถึงสัจธรรมที่มีกล่าวในกุรอาน
ดังนั้นอัลลอฮฺจึงได้ท้าทายมนุษย์และญินให้สร้างผลงานที่เทียบเท่ากุรอาน ดังซูเราะที่ 17 (บะนีอิสรออีล)อายัตที่ 88
ความว่า"จงประกาศเถิด มาตรแม้นมนุษย์และญิน รวมกันซึ่งจะนำมาสิ่งที่เหมือนอัลกุรอานนี้ แน่นอนพวกเขาไม่สามารถนำมาสิ่งที่ คำ ความหมาย จำนวนครั้งที่นับได้ในกุรอาน
By ; Ibm ครูปอเนาะ (มหาวิทยาลัยอิสลาม ยะลา) October 09 The Quran on the Cerebrum
The Quran on Human Embryonic Development
|
|
|